Thursday, October 3, 2019

5 อันดับสุดยอดเครื่องปั๊มนม Hospital Grade ระดับ World Class ที่ดีที่สุดในโลก

คุณแม่มือใหม่ที่กำลังหาซื้อเครื่องปั๊มนม อาจจะงงๆ ว่าเครื่องปั๊มนม Hospital Grade คืออะไร ทำไมยี่ห้อไหนๆ ก็บอกว่าของตัวเองเป็น Hospital Grade กันทั้งนั้น ตกลงมันมีมาตรฐานไหม

ก่อนอื่นต้องบอกว่า เครื่องปั๊มนมจัดเป็นเครื่องมือแพทย์ชนิดหนึ่ง ที่ต้องได้รับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญในการใช้ แต่เนื่องจากประเทศไทยเราไม่มีองค์กรหรือหน่วยงานใดที่เป็นผู้รับผิดชอบในการกำหนดมาตรฐานสำหรับเครื่องปั๊มนมจริงๆ มีแต่อย.ที่ทำหน้าที่ออกใบอนุญาตนำเข้าเท่านั้น ทำให้ทุกบริษัทต่างก็สามารถอ้างว่าเครื่องของตัวเองนั้นเป็นเกรดโรงพยาบาลได้ตามใจชอบ

แต่จริงๆ แล้ว เครื่องปั๊มนมสำหรับใช้ในโรงพยาบาลในต่างประเทศที่พัฒนาแล้วนั้น มีมาตรฐานและข้อกำหนดสำคัญ (The Regulation of Medical Device) คือ  แรงดูดต้องไม่เกิน 250 mmHg หรือ 330 mbar เพราะถ้าเกินกว่านั้น จะทำให้ร่างกายบาดเจ็บได้ และต้องมีกรวยปั๊มที่เป็นระบบปิดเพื่อป้องกันเชื้อโรคและสิ่งสกปรกผ่านเข้าสู่น้ำนม นอกจากนี้เครื่องปั๊มนมที่ได้มาตรฐานนั้น ยังต้องผลิตโดยผู้ผลิตเครื่องมือแพทย์ โดยมีองค์กรมาตรฐานสากลอย่าง CE หรือ TUV SUD ให้การรับรอง

ในขณะที่เครื่องปั๊มนมส่วนใหญ่ที่เห็นทั่วไปตามท้องตลาดบ้านเราในเวลานี้นั้น ส่วนใหญ่จะผลิตโดยโรงงานผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าจากประเทศจีน แล้วก็ใช้การทำการตลาดสร้างแบรนด์ให้ดูน่าเชื่อถือ ทั้งๆ ที่คุณภาพจริงๆ นั้นยังไม่ได้มาตรฐาน

เรามาดูกันดีกว่าค่ะว่า 5 อันดับสุดยอดเครื่องปั๊มนม Hospital Grade ระดับ World Class ที่ทั่วโลกยอมรับกันนั้นมีรุ่นไหนบ้าง

อันดับ 5 Medela Lactina (เมดีล่า แลคติน่า)

รุ่นนี้เป็นรุ่นเก่าแก่ที่ยังพอเห็นอยู่บ้างในโรงพยาบาลใหญ่ๆ นะคะ ผลิตโดยบริษัท Medela AG จากประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ตั้งแต่ปี 1988 ก็ 30 ปีมาแล้วนะคะ  แรงดูด 100-240 mmHg (75-320 mbar) รอบดูด 40-60 ครั้ง/นาที แต่ด้วยที่ใช้ระบบการทำงานแบบกระบอกสูบ (Piston) ทำให้การปั๊มค่อนข้างนุ่มนวล เสียงเงียบ แล้วก็ทนทานมากๆ ค่ะ ใช้กันเป็น 10 ปีสบายๆ น้ำหนัก 2.4 kg ราคาอยู่ที่ประมาณ 50,000 บาทค่ะ


อันดับ 4 Ameda Elite (อมีด้า เอลีท)

รุ่นนี้ผลิตโดยบริษัท Ameda ซึ่งมีต้นกำเนิดมานานกว่า 70 ปีโดยวิศวกรชาวสวีเดน สำหรับรุ่น Elite เริ่มจำหน่ายครั้งแรกในปี 1993 ใช้ระบบการทำงานแบบกระกอกสูบ (Piston) เช่นเดียวกัน แรงดูด 0-250 mmHg (0-330 mbar) น้ำหนัก 3 kg ราคาประมาณ 73,000 บาท



อันดับ 3 Mamivac Sensitive C (มามิแวค เซนสิทีฟ ซี)

รุ่นนี้เป็นของเยอรมันค่ะ ผลิตโดยบริษัท  KaWeCo GmbH ที่มีประวัติยาวนานกว่า 40 ปี เช่นกันค่ะ สำหรับ Sensitive C นี้ผลิตจำหน่ายครั้งแรกในปี 2009 ระบบการทำงานเป็นแบบ Diaphragm Pump โหมดกระตุ้น แรงดูด 45-150 mmHg (60-200 mbar) รอบดูดคงที่ 100 ครั้ง/นาที ส่วนโหมดปั๊ม แรงดูด 45-250 mmHg (30-330 mbar) รอบดูด 20-48 ครั้ง/นาที น้ำหนักเบาที่สุด 0.79 kg ราคา 30,000 บาท


อันดับ 2 Medela Symphony

รุ่นนี้เป็นของ Medela เช่นกันค่ะ เป็นรุ่น upgrade มาจาก Lactina  เครื่องปั๊มนมรูปทรงคล้ายๆ หม้อหุงข้าวรุ่นนี้ เป็นรุ่นที่เห็นบ่อยในโรงพยาบาลใหญ่ๆ เริ่มมีหน้าจอ LED แล้วค่ะ ระบบการทำงานเป็นแบบ Diaphragm Pump โหมดกระตุ้น แรงดูด 48-195 mmHg (65-260 mbar) รอบดูดคงที่ 120 ครั้ง/นาที ส่วนโหมดปั๊ม แรงดูด 48-250 mmHg (65-330 mbar) รอบดูด 54-78 ครั้ง/นาที น้ำหนัก 2.9 kg ราคา 85,000 บาท

อันดับ 1 Ardo Carum 

รุ่นนี้ผลิตโดย Ardo Medical AG จากสวิตเซอร์แลนด์ บ้านเกิดเดียวกับ Medela เลยค่ะ Carum เลือกใช้ระบบการทำงานของกระบอกสูบเพื่อความนุ่มนวล สาเหตุที่ Carum เป็นสุดยอดนวัตกรรมใหม่ของเครื่องปั๊มนมก็เพราะ Carum สามารถปรับแรงดูดและรอบดูดได้อย่างอิสระ ทำให้สามารถเลียนแบบการดูดของทารกได้อย่างแท้จริง รวมทั้งยังมี Sensitive Programme ที่ให้แรงดูดที่นุ่มนวลและเบามาก แม้กระทั่งเต้านมที่ได้รับบาดเจ็บมาก่อนก็สามารถปั๊มได้ โดยไม่ทำให้เจ็บ เป็นเครื่องที่ออกแบบมาเพื่อกระตุ้น Colostrum โดยเฉพาะ

และยังมีฟีเจอร์ DropZone ที่เป็นช่วงที่แรงดูดจะหยุดชั่วขณะอย่างนุ่มนวลขณะที่แรงดูดถึงจุดที่ตั้งไว้ ซึ่งจะช่วยให้การไหลของน้ำนมเป็นไปอย่างต่อเนื่อง รุ่นนี้เรียกว่าเป็น โรลสรอยซ์ของเครื่องปั๊มนมก็ว่าได้ค่ะ
โหมดกระตุ้น แรงดูด 23-112 mmHg (30-150 mbar) รอบดูด 72-120 ครั้ง/นาที ส่วนโหมดปั๊ม แรงดูด 23-250 mmHg (30-330 mbar) รอบดูด 30-60 ครั้ง/นาที น้ำหนัก 3 kg ราคา 120,000 บาท



Saturday, July 27, 2019

50 ข้อควรรู้ก่อนการซื้อเครื่องปั๊มนม 41-50

41. ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ปั๊มนมได้มากอันดับหนึ่งไม่ใช่เครื่องปั๊มนม แต่คือ อารมณ์และความรู้สึก หากมีความรู้สึกสบายใจ สงบ ผ่อนคลาย จะช่วยให้ฮอร์โมน Oxytocin หลั่งได้ดี น้ำนมจะไหลดี หากมีความเครียด ความกังวลมากในขณะปั๊มนม ต่อให้ในเต้ามีน้ำนมมากแค่ไหน ก็ปั๊มออกได้ยาก 

42. การเปลี่ยนกรวยปั๊มไม่ได้ทำให้น้ำนมเยอะขึ้นทันที แต่ขนาดของกรวยปั๊มที่เหมาะสม จะช่วยทำให้การปั๊มนมสบายขึ้น เมื่อรู้สึกสบาย จะทำให้จะช่วยให้ฮอร์โมน Oxytocin หลั่งได้ดี น้ำนมจะไหลดีตามมา ถ้าสาเหตุของนมน้อยจากการเริ่มต้นที่ไม่ถูกต้อง การเปลี่ยนกรวยปั๊มอย่างเดียวไม่สามารถช่วยแก้ปัญหาได้

43. ซิลิโคนครอบกรวยปั๊มไม่ใช่ชิ้นส่วนที่จำเป็น อาจเป็นได้ทั้งประโยชน์และโทษ บางคนไม่ใช้ซิลิโคนดีกว่า แต่สำหรับบางคนที่มีเต้านม หัวนมลักษณะพิเศษ การใช้ซิลิโคนครอบกรวยปั๊มสามารถช่วยให้การปั๊มนมมีประสิทธิภาพมากขึ้นได้ โค้ชนมแม่ผู้รู้จริงจะช่วยให้คำแนะนำที่ดีได้

44. ไม่มีบทเรียนเรื่องการใช้เครื่องปั๊มนมในหลักสูตรสำหรับบุคลากรทางการแพทย์ บุคลากรที่มีความรู้และสามารถให้คำแนะนำในการใช้เครื่องปั๊มนมที่ถูกต้องได้นั้นพอมี แต่หาไม่ได้ง่ายนัก แม้แต่ในคลินิกนมแม่เอง หากมีปัญหาในการใช้เครื่องปั๊มนม  ให้เริ่มจากการสอบถามผู้ขายก่อน เพราะอย่างน้อยเขาก็ควรได้รับการอบรมจากผู้ผลิตโดยตรง

45. กรวยซิลิโคนหรือกรวยนิ่มเป็นการมโนของโรงงานผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าบางแห่ง ที่คิดว่ากรวยนิ่มๆ นั้นนุ่มนวลกับเต้านม แต่ในความเป็นจริงแล้ว กรวยซิลิโคนกลับสร้างความบาดเจ็บได้มากยิ่งขึ้น เพราะความนิ่มของซิลิโคน ทำให้กรวยแนบติดกับเนื้อเต้านมเมื่อเจอแรงดูดที่แรงของเครื่อง จะดูดเอาเนื้อเต้านมเข้าไปเต็มที่ ทำให้บาดเจ็บรุนแรงกว่ากรวยปกติ

46. อาการบาดเจ็บจากการปั๊มนมส่วนใหญ่ เกิดจากระบบปฏิบัติการของเครื่องปั๊มนม คือ แรงดูด ดึง กระชากของเครื่องที่กระทำต่อเต้านมมากกว่าเกิดจากกรวยปั๊ม การเปลี่ยนกรวยปั๊มเพียงอย่างเดียวจึงอาจไม่ช่วยแก้ปัญหา

47. เครื่องปั๊มนมแต่ละรุ่นมีเทคนิคและวิธีการใช้งานต่างกัน คุณแม่แต่ละคนก็มีข้อจำกัดของร่างกาย จิตใจ รวมทั้งปัจจัยแวดล้อมภายในครอบครัวไม่เหมือนกัน ผู้มีประสบการณ์หรือโค้ชนมแม่ที่รู้จริงจะช่วยสอนและแก้ไขปัญหาให้คุณแม่แต่ละคนได้

48. เครื่องปั๊มนมแต่ละรุ่นได้รับการออกแบบมาเฉพาะ การใช้อุปกรณ์เช่น กรวยปั๊ม หรือแฮนด์ฟรีที่ไม่ได้เป็นของผู้ผลิตเองโดยตรง อาจทำให้ประสิทธิภาพของเครื่องปั๊มนั้นลดลง และหากเกิดความเสียหาย มักไม่อยู่ภายใต้เงื่อนไขการรับประกัน

49. Power Pumping เป็นการเลียนแบบช่วงเวลา Growth Spurt ของทารกที่มีความต้องการน้ำนมเพิ่มขึ้นมากกว่าปกติ ทำให้ดูดบ่อยขึ้น ทุก ½-1 ชม. แทนทุก 2-3 ชม. การปั๊มนมด้วยเทคนิค Power Pumping นั้น หากเป็นเครื่องปั๊มนมที่แรงดูดกระชากรุนแรง จะทำให้เต้านมบาดเจ็บมากขึ้น เพราะเต้านมถูกกระทำซ้ำๆ โดยไม่มีเวลาให้พัก หากไม่มีความเข้าใจในการทำ Power Pumping แทนที่นมจะเพิ่ม กลับจะทำให้นมลดแทน

50. ปั๊มนมได้เยอะแค่ไหนก็ให้ความสุขไม่ได้เท่ากับการกอดลูกเข้าเต้า อย่าตัดใจเร็วเกินไปที่จะเป็นคุณแม่ปั๊มล้วนตั้งแต่แรกคลอด

50 ข้อควรรู้ก่อนการซื้อเครื่องปั๊มนม 31-40

31. Label ใต้เครื่องสามารถบอกได้ว่าเครื่องนั้นผ่านมาตรฐานเครื่องมือแพทย์หรือไม่ (และคาดว่าอีกไม่นาน เมื่อความรู้นี้กระจายทั่ว เราก็จะได้เห็น label ปลอมตามมา) ให้ดูข้อถัดไปเพื่อ cross check คุณภาพของเครื่องปั๊มนมแต่ละยี่ห้อ

32. เวลา search ข้อมูลเพื่อเลือกเครื่องปั๊มนม อย่าค้นแต่ข้อมูลภาษาไทย ลองพิมพ์ยี่ห้อที่สนใจ แล้วตามด้วย USA, UK, EU, Australia, etc. ดูว่าประเทศที่พัฒนาแล้วเขาให้การยอมรับยี่ห้อเหล่านั้นหรือไม่

33. แรงดูดเฉลี่ยจากช่องปากของทารกคือ -145+-58 mmHg แรงดูดของเครื่องปั๊มนมตามข้อกำหนดของเครื่องมือแพทย์มาตรฐานยุโรปคือ 250 mmHg เครื่องปั๊มนมที่มีแรงดูดสูงกว่านี้ มีความเสี่ยงที่จะทำให้เต้านมบาดเจ็บ

34. เครื่องปั๊มแรงดูดมากไม่ได้ช่วยให้ปั๊มนมได้มาก แต่จะทำให้บาดเจ็บได้มาก

35. ท่อน้ำนมเป็นท่อบางๆ เหมือนเส้นเลือด การใช้แรงดูดที่มากเกินไป อาจทำลายท่อน้ำนมได้ ลองคิดถึงหลอดบางๆ ที่ถูกดูดจนแบนและดูดไม่ออก ท่อน้ำนมที่เจอแรงดูดแรงๆ ก็ลีบแบนในลักษณะเดียวกัน ทำให้น้ำนมผ่านออกมาไม่ได้

36. ที่มาของคำว่า “โหมดกระตุ้น” นั้นมาจากคำภาษาอังกฤษว่า Stimulation Mode ซึ่งเกิดจากงานวิจัยของ University of Western Australia (UWA) ที่พบว่าพฤติกรรมการดูดของทารกนั้นเริ่มจากการดูดเร็วๆ แผ่วๆ ในช่วง 2-3 นาทีแรกเพื่อกระตุ้นกลไกการหลั่งน้ำนม (let down reflex) หลังจากน้ำนมเริ่มไหล การดูดของทารกจะเปลี่ยนเป็นดูดและกลืน ทำให้จังหวะการดูดนั้นยาวขึ้นในช่วงหลัง

37. โหมดรีดเต้า เป็นศัพท์เทคนิคทางการตลาด (เวอร์ชั่นแรก) ที่ไม่สามารถรีดเต้าได้จริง แต่สร้างความบาดเจ็บให้กับเต้านมได้จริงๆ การทำงานของโหมดรีดเต้าคือ ใช้แรงดูดสูงๆ พร้อมกับจังหวะการดูดที่ยาวนานกว่าปกติ นั่นหมายความว่า หัวนมและเต้านมจะถูกดึงด้วยความรุนแรงค้างเป็นเวลานาน ซึ่งเป็นสาเหตุของความบาดเจ็บ ไม่มีทารกคนใดดูดเต้าแม่ด้วยพฤติกรรมเช่นนั้น

38. โหมดสลายก้อน เป็นศัพท์เทคนิคทางการตลาด (เวอร์ชั่นสอง) ที่ไม่สามารถสลายก้อนได้จริงๆ เช่นกัน ก้อนในเต้านมเกิดจากไขมันในน้ำนมสะสมกันเป็นตะกอน เนื่องจากการระบายน้ำนมออกได้ไม่ดี ก้อนเหล่านี้สลายได้ด้วยการนวด บีบด้วยมือ จากผู้มีประสบการณ์ และ/หรือ ร่วมกับเครื่องปั๊มนมที่มีประสิทธิภาพและการดูดของลูก

39. สองมอเตอร์ เป็น Marketing Tactic ของโรงงานผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้า ที่ไม่ได้บ่งบอกว่าเป็นเครื่องปั๊มนมที่ดี หรือช่วยให้ปั๊มนมได้เยอะอย่างที่เข้าใจ ย้อนกลับไปดูข้อ 33 เรื่องแรงดูดช่องปากทารกอีกรอบ มอเตอร์เดียวก็ให้แรงดูดที่มากเกินพอแล้ว #ย้ำอีกครั้ง ยิ่งแรงดูดมาก ยิ่งสร้างความบาดเจ็บให้กับเต้านมได้มาก

40. ด้วยสถานการณ์ปกติ เต้านมเราตอบสนองกับแรงดูดและความสบายที่เหมือนกัน ถ้าแรงดูด x ทำให้เต้าซ้ายสบาย ก็จะทำให้เต้าขวาสบายเช่นกัน ไม่จำเป็นต้องแยกมอเตอร์ การที่ข้างซ้ายและขวาให้แรงดูดที่ไม่เท่ากัน มีโอกาสผิดพลาดที่เราจะสวมกรวยปั๊มผิดข้าง กลายเป็นใช้แรงดูดมากกับข้างที่เจ็บ และจะยิ่งทำให้เจ็บมากขึ้น ถ้าเต้านมข้างนึงบาดเจ็บ ควรแก้ปัญหาด้วยการหยุดปั๊มข้างที่เจ็บเพื่อรักษา ไม่ใช่ปั๊มด้วยแรงดูดที่ต่างกันของ 2 มอเตอร์

50 ข้อควรรู้ก่อนการซื้อเครื่องปั๊มนม 21-30

21. เครื่องปั๊มนมก็เหมือนอุปกรณ์กีฬาหรือเครื่องดนตรี เป็นเครื่องมือที่ต้องใช้ร่วมกับร่างกายเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพที่ดี ไม่เหมือนเครื่องนึ่งขวดนมหรือหม้อหุงข้าว ที่ทำงานเองเป็นอิสระ การจะปั๊มนมได้เก่ง ได้เยอะ ร่างกายก็ต้องทำงานประสานกันอย่างดีกับเครื่อง เหมือนนักดนตรีเล่นเครื่องดนตรี ต่อให้เราใช้เปียโนรุ่นเดียวกับพี่โต๋ ศักดิสิทธิ์  ก็ไม่ได้เราเล่นได้เพราะเหมือนพี่โต๋ในทันที โค้ชนมแม่ก็เหมือนโค้ชกีฬาหรือครูสอนดนตรี ถ้าเราเจอคนที่รู้จริง เก่งจริง เขาจะช่วยให้เราใช้ศักยภาพในการผลิตน้ำนมของเราได้เต็มที่

22. การปั๊มนมเป็นทักษะที่ต้องฝึกฝนไม่ต่างกับการเล่นดนตรีหรือกีฬา⛷🤸‍♀️  คนที่มี self learning skill (ทักษะในการเรียนรู้ด้วยตนเอง) สูง ถ้าได้เครื่องทึ่เหมาะสม ก็อาจจะหัดเองได้ไม่ยาก แต่สำหรับบางคนอาจเป็นเรื่องยาก อะไรที่เราไม่เก่ง หรือทำไม่ได้ดี เรายังต้องมีคนสอน การปั๊มนมก็เช่นกัน

23. คุณแม่บางคนมีนมเป็นทรัพย์ คือนมเยอะแบบทะลักทลาย โดยไม่ต้องใช้ความพยายามใดๆ หายใจเฉยๆ ก็นมไหล ใช้เครื่องอะไรก็ปั๊มได้เยอะ เราใช้รุ่นเดียวกับเขา ก็ไม่ได้นมเท่าเขา  ไม่มีประโยชน์อันใดที่จะเปรียบเทียบปริมาณน้ำนมของเรากับเขา แค่เราปั๊มนมได้เพียงพอสำหรับลูก ก็นับว่าประสบความสำเร็จอย่างสูงแล้ว

24. การที่โค้ชนมแม่ผู้มีประสบการณ์แนะนำให้เตรียมเครื่องปั๊มนมไปโรงพยาบาลนั้นเป็นสิ่งที่ควรทำ และไม่มีอะไรจะเสีย เพราะคุณแม่ไม่มีทางรู้ว่าลูกที่คลอดออกมานั้นจะช่วยกระตุ้นเต้านมได้มีประสิทธิภาพแค่ไหน หากลูกดูดได้ไม่ดี เต้านมจะไม่ผลิตน้ำนม เครื่องปั๊มนมที่มีประสิทธิภาพพร้อมคำแนะนำจากผู้รู้จริงจะช่วยกระตุ้นเต้านมให้ผลิตน้ำนมแทนการดูดของลูกได้

25. หากคุณแม่ถูกห้ามไม่ให้นำเครื่องปั๊มนมมารพ. ให้ถามผู้ที่ห้ามว่า สามารถรับประกันได้ไหมว่าเขาจะช่วยให้คุณแม่มีนมเพียงพอสำหรับลูกอย่างแน่นอนโดยไม่ต้องเสริมนมผง คำตอบของเขาจะช่วยให้คุณแม่ตัดสินใจได้เองว่าควรทำตามหรือไม่

26. งานวิจัยสำหรับคุณแม่ที่คลอดก่อนกำหนดพบว่า การเริ่มต้นปั๊มนมภายใน 1 ชั่วโมงแรกหลังคลอด เทียบกับ 6 ชั่วโมงหลังคลอดนั้น ปริมาณน้ำนมที่ผลิตได้ในภายหลังของคุณแม่ที่เริ่มต้นปั๊มได้เร็วนั้น มากกว่าคุณแม่ที่เริ่มปั๊มนมช้าอย่างมีนัยสำคัญ

27. เครื่องปั๊มนมที่คนดังรีวิวนั้น อาจไม่ใช่เครื่องที่เขาใช้จริงๆ

28. เครื่องปั๊มนมที่เหมาะสม คือ ปั๊มแล้วไม่เจ็บ ระบายน้ำนมได้ดี ยิ่งปั๊มบ่อย ปริมาณน้ำนมจะยิ่งเพิ่มขึ้น ไม่ทำให้หัวนมยืด ยาว บวม ถลอก หรือเจ็บแสบหลังปั๊ม

29. เครื่องปั๊มนมคือเครื่องผลิตน้ำนม ช่วยผลิตอาหารสำหรับลูก ไม่ใช่เครื่องทรมานร่างกาย ถ้าทุกครั้งที่ปั๊มนม ต้องทนกับความเจ็บปวด ทุกข์ทรมาน ให้เปลี่ยนเครื่องปั๊ม และอย่าเลือกตามใคร คำแนะนำจากผู้หวังดีนั้น ไม่ได้หมายความจะได้ดีตามที่หวัง แทนที่จะขอคำแนะนำจากผู้หวังดี ให้เปลี่ยนเป็นขอคำแนะนำจากผู้รู้จริงและผู้เชี่ยวชาญ หากไม่แน่ใจ ก็สามารถตรวจสอบได้จากหลายๆ ที่ เพื่อเป็น second opinion

30. ซื้อเครื่องปั๊มนมจากบริษัทที่เป็นผู้ผลิตเครื่องมือแพทย์ ก็จะได้เครื่องมือแพทย์ ซื้อเครื่องปั๊มนมจากผู้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้า ก็จะได้เครื่องใช้ไฟฟ้า

50 ข้อควรรู้ก่อนการซื้อเครื่องปั๊มนม 11-20

11. ต่อให้มีเครื่องปั๊มนมที่ดีและเหมาะสมแล้ว ก็ไม่ได้การันตีว่าจะปั๊มนมได้เยอะ หากไม่รู้วิธีการปั๊มนมที่ถูกต้อง

12. การเลือกเครื่องปั๊มนมผิด ไม่ได้เสียแค่เงิน แต่เสียทั้งเวลาและโอกาสในการกระตุ้นการผลิตน้ำนมให้ลูก ซึ่งเป็นสิ่งที่ทุกคนย้อนกลับมาแก้ไขไม่ได้ 

13. หากไม่สามารถกระตุ้นการผลิตน้ำนมให้เพียงพอได้ภายใน 2 สัปดาห์แรกหลังคลอด มีโอกาสที่จะทำให้ไม่มีน้ำนมเพียงพอได้ในระยะยาว เพราะฉะนั้นหากลูกไม่สามารถดูดเต้าได้อย่างมีประสิทธิภาพเพียงพอ คุณแม่ไม่ควรใช้เวลาเกิน 2 สัปดาห์ในการค้นหาเครื่องปั๊มนมที่เหมาะสมและเรียนรู้วิธีการปั๊มนมที่ถูกต้อง

14. วิธีที่จะรู้ว่าเครื่องปั๊มนมรุ่นไหนดีที่สุดก็คือ การทดลองด้วยตนเอง ถ้าไม่สะดวกไปลอง ก็ต้องยอมรับความเสี่ยงที่อาจจะผิดพลาด ถ้าไปลองไม่ได้ แทนที่จะถามคนอื่นว่ารุ่นนี้ใช้ดีไหม ควรถามผู้ขายรุ่นที่เราสนใจว่า ถ้าซื้อมาแล้วใช้ไม่ดี หรือใช้ไม่ได้ ผู้ขายจะช่วยแก้ปัญหาได้อย่างไร

15. ราคาของเครื่องปั๊มนมไม่ได้แปรผันตรงกับคุณภาพของเครื่องปั๊มนมเสมอไป เครื่องปั๊มนมราคาแพงกว่าไม่ได้หมายความว่าคุณภาพดีกว่า แต่เครื่องปั๊มนมราคาถูก คุณภาพมักจะตามราคา อย่ามองหาของดีราคาถูก แต่ให้มองหาของคุณภาพดีที่ราคาสมเหตุผล

16. ถ้าคิดว่าเครื่องปั๊มนมราคาแพง ให้คิดถึงค่านมผงที่ต้องจ่ายในแต่ละเดือน หากไม่มีนมแม่ให้ลูกกิน

17. เครื่องปั๊มนมที่ราคาแพงที่สุด (ประมาณ 15,000-20,000) หากใช้ปั๊มนมให้ลูกกินได้ครบ 12 เดือน ก็ยังถูกกว่าการจ่ายเงินซื้อนมผงราคาถูกที่สุดเป็นเวลา 12 เดือน (4,000/ด x 12 = 48,000)  

18. เครื่องปั๊มนมไม่ใช่ของฟุ่มเฟือย แต่เป็นการลงทุนเพื่อสุขภาพของทั้งลูกและแม่ แต่ทุกการลงทุนมีความเสี่ยง จะซื้อเครื่องปั๊มนมรุ่นไหน จากใคร กรุณาศึกษาข้อมูลให้ดีก่อนการตัดสินใต

19. หากสนใจเครื่องปั๊มนมรุ่นไหน แทนที่จะหารีวิวข้อดี ให้ลองหารีวิวข้อเสียดู เพราะข้อเสียต่างหากที่จะทำให้เราซื้อมาแล้วใช้งานไม่ได้ และเสียเงินเปล่า เมื่อทราบข้อเสียแล้ว ให้นำข้อเสียนั้นไปถามผู้ขายว่า ข้อเสียแบบนี้เกิดจากอะไร สามารถแก้ไขได้หรือไม่ คำตอบของผู้ขายจะช่วยให้เราตัดสินใจได้ว่าควรจะซื้อหรือไม่

20. การใช้เครื่องปั๊มนมเพื่อแก้ปัญหาการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่สำหรับคนนมเยอะ และนมน้อยนั้นมีวิธีการใช้ต่างกัน

50 ข้อควรรู้ก่อนการซื้อเครื่องปั๊มนม 1-10

1. เครื่องปั๊มนมเป็นเครื่องมือแพทย์ที่ใช้แก้ปัญหาการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ สามารถช่วยชีวิตได้ทั้งแม่และลูก ไม่ใช่เครื่องใช้ไฟฟ้าทั่วไป การซื้อเครื่องปั๊มนมจากผู้ที่ไม่มีความรู้ อาจทำให้คุณแม่พลาดโอกาสทองที่จะรู้ว่าเครื่องปั๊มนมสามารถช่วยให้คุณแม่มีน้ำนมเพียงพอสำหรับลูกได้อย่างไรตั้งแต่แรกคลอด

2. การคลอดก่อนกำหนด ผ่าตัดคลอด การให้น้ำเกลือ และการใช้ยาระงับความเจ็บปวดในระหว่างคลอดล้วนส่งผลให้เกิดอุปสรรคในการดูดเต้าของทารกตั้งแต่แรกคลอด การใช้เครื่องปั๊มนมคุณภาพดี ภายใต้คำแนะนำที่ถูกต้องจากผู้รู้จริง จะช่วยให้อุปสรรคต่างๆ ผ่านพ้นไปได้ด้วยดี 


3. ทารกที่คลอดก่อนกำหนด น้ำหนักน้อย มีพังผืดใต้ลิ้น หรือมีปัญหาทางสุขภาพอื่นๆ แรงดูดจะน้อย ไม่สามารถกระตุ้นเต้านมได้เพียงพอ การใช้เครื่องปั๊มนมคุณภาพดีอย่างถูกวิธี จะช่วยกระตุ้นเต้านมได้ดีกว่า และช่วยให้ทารกได้รับนมแม่มากขึ้น


4. สำหรับทารกที่แข็งแรงดี หากต้องการให้นมม
าไว มาเยอะ ต้องใช้ 3 ด คือดูดเร็ว ดูดบ่อย ดูดถูกวิธี และหากต้องการให้ปั๊มนมได้เยอะๆ ก็ต้องใช้ 3 ป คือปั๊มเร็ว ปั๊มบ่อย ปั๊มด้วยเครื่องดีๆ อย่างถูกวิธี

5. การปั๊มนมในวันแรกๆ นั้น ไม่ได้หวังผลในเรื่องของปริมาณน้ำนม แต่เป็นการปั๊มเพื่อส่งสัญญาณให้ร่างกายรับรู้ว่ามีความต้องการน้ำนม มีออเดอร์มาแล้วนะ ให้เริ่มเปิดโรงงานผลิตได้แล้ว 

6. Colostrum หรือหัวน้ำนมจะมีลักษณะข้น เหนียว ปริมาณน้อยนิดแต่คุณค่ามหาศาล เครื่องปั๊มอย่างเดียว ไม่สามารถเอาออกได้ ต้องใช้การบีบมือร่วมด้วย



7. หากนมในเต้ามีน้อย การดูดอย่างมีประสิทธิภาพของทารก จะช่วยระบายน้ำนมออกได้ดีกว่าเครื่องปั๊ม แต่หากในเต้านมมีมาก การใช้เครื่องปั๊มนมคุณภาพดีอย่างถูกวิธีจะช่วยระบายน้ำนมออกได้มากกว่าการดูดอย่างเดียว  เพราะทารกจะดูดแค่อิ่ม ถ้านมยังเหลือเยอะ ก็จะค้างอยู่ในเต้า กำลังการผลิตที่เหลือค้างบ่อยๆ ก็จะทำให้โรงงานปรับลดกำลังการผลิตลง

8. การให้ลูกดูดเต้าหรือการปั๊มนมนั้นเป็นกิจกรรมที่ให้ความสุข ไม่ใช่กิจกรรมฝึกความอดทนของคนเป็นแม่ หากคุณแม่เจ็บตอนที่ลูกดูด หรือใช้เครื่องปั๊มนมแล้วเจ็บ แสดงว่าทำผิดวิธี ควรขอความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญหรือผู้มีประสบการณ์

9. ไม่มีเครื่องปั๊มนมรุ่นเทพที่ดีที่สุดสำหรับทุกคน เครื่องปั๊มนมแต่ละรุ่น เหมาะกับแต่ละคนไม่เหมือนกัน ต่อให้ดีไซน์เนอร์แบรนด์ดังเป็นคนออกแบบชุด ก็ไม่ได้ทำให้ทุกคนใส่แล้วสวยเหมือนกัน เครื่องปั๊มนมก็เช่นกัน การที่คนอื่นใช้ดีและแนะนำ ไม่ได้หมายความว่าเราจะใช้ได้ผลเหมือนผู้แนะนำ


10. หัวนม ลานนม เต้านม รูปทรง ความโค้งเว้า รวมทั้งความยืดหยุ่นของผิวหนังที่สามารถทนทานต่อแรงดูด ดึง กระแทกของเครื่องปั๊มนม เป็นสิ่งที่ต้องพิจารณาในการเลือกเครื่องปั๊มนม

Wednesday, September 17, 2014

ลูกติดเต้า ไม่เอาขวด (ตอนที่ 3 จุกนมแบบไหนดี)



อยากรู้ล่ะสิว่า จุกแบบไหนดี มาค่ะ มาดูกัน วันนี้พี่จะชี้ทางสว่างให้ ^_^

ก่อนอื่น ดูรูปประกอบกันก่อนค่ะ
ด้านบนเป็นลักษณะของหัวนมแม่จริงๆ 8 รูปแบบ
ผู้หญิงทั้งโลกจะมีรูปแบบของหัวนมแตกต่างกันจัดกลุ่มได้ประมาณนี้
ส่วนด้านล่างเป็นจุกเสมือนนมมารดาหลากรุ่น หลายยี่ห้อที่มีจำหน่ายอยู่ในท้องตลาด

นี่แค่ส่วนหนึ่งเท่านั้นนะคะ ของจริงเยอะกว่านี้
เปรียบเทียบกันแล้วรู้สึกว่ายังไงคะ เหมือนกันมากไหมคะ
เหมือนสุดๆ ไปเลยนะเคอะ เหมือนจะโดนหลอกล่ะสิ
อย่าว่าแต่เหมือนหัวนมแม่คนไหนเลย
แค่จะเหมือนกันเอง แต่ละยี่ห้อยังไม่เหมือนกันเลย

ตอนซื้อหลุยส์ก๊อป คุณแม่พลิกซ้าย ขวา หน้าหลัง
ดูตะเข็บ ดูซิป ดูโลโก้ ดูทั้งข้างนอก ข้างใน
พยายามหาว่าตรงไหนที่มันไม่เหมือน
แต่พอซื้อจุกนมให้ลูก เคยเปิดเต้าตัวเองมาเทียบกับจุกนมที่จะให้ลูกกินมั้ยคะ
ไม่ต้องเทียบก็ซื้อมาได้เนอะ พอลูกไม่ยอมดูด ก็โกรธลูกอีกตะหาก

เพียงแค่เห็นโฆษณาจุกนม ที่เขาบอกกับเราว่า “เสมือน” หัวนมมารดา
บรรยายสรรพคุณว่ามันเหมือนยังไง เราก็ต้องมนต์สะกดทันที
ทำไมเราเชื่อคนง่ายจัง...

จากจุกนมธรรมดาราคา 29 บาท
เปลี่ยนชื่อเป็นจุกเสมือนนมมารดา ราคา 240 บาท
รู้สึกว่าราคาสมเหตุสมผลขึ้นมาทันที
อืมม.. ต้องลองซะหน่อย เผื่อลูกจะยอมดูด

แล้วผลเป็นไงคะ?
ลูกไม่ดูด ลองตั้งแต่จุกละร้อยกว่าจนเกือบพัน ก็ยังไม่ดูด

เพราะอะไร?
ก็เพราะว่ามันไม่เหมือนไงคะ ไม่เคยเหมือนและก็ไม่มีทางเหมือน
ไม่ว่าจะพยายามขนาดไหน ก็ทำให้เหมือนไม่ได้ค่ะ
ลูกน้อยดูดเต้าแม่ทุกวัน ลูกฉลาด (กว่าแม่) ค่ะ
เขารู้ว่าของจริงเป็นยังไง ของปลอมและของเลียนแบบเป็นยังไง หลอกเขาไม่ได้ค่ะ
เพราะฉะนั้น การที่ลูกไม่ยอมดูดจุกนมปลอมๆ จึงเป็นเรื่องปกติค่ะ

เวลาที่เอาขวดป้อน แล้วลูกร้องว้ากๆๆๆๆ น่ะค่ะ
ลองฟังดีๆ นะคะ อย่าฟังแต่หู ต้องใช้หัวใจฟังด้วยค่ะ
ฟังแล้วก็จะแปลออกว่า ลูกกำลังบอกว่า...
“ไม่เอาๆๆๆๆๆ มันไม่ใช่ๆๆๆๆ มันไม่เหมือนๆๆๆๆ เข้าใจมั้ยยยยยย”

คุณแม่บางคนที่ (ขออนุญาตนะคะ) ยัดเยียดให้ลูกกินขวดได้สำเร็จ
หลังจากลองมาหลายยี่ห้อ มักจะช่วยโฆษณาให้จุกยี่ห้อนั้นว่า
“ดีนะ เหมือนมาก ราคาแพงหน่อย แต่ลูกเรายอมดูด”

พี่อยากจะถามว่า “แน่ใจหรือ?”
ความจริงมันอาจจะแค่ว่า ลูกน้อยยอมแพ้ก็ได้ค่ะ
หลังจากที่ร้องบอกจนเสียงแหบเสียงแห้งทุกวันว่า
“ไม่เหมือนๆๆๆๆ ไม่เอาๆๆๆๆ”

แต่ดูเหมือนแม่หรือยายจะไม่เข้าใจ เอามาให้ทุกวันๆๆๆ
จนหนูก็เหนื่อยหน่ายแล้ว แล้วก็ยอมในที่สุด
ไม่ใช่ว่าจุกนั้นมันดีกว่า เหมือนกว่า
มันแค่ timing พอดีกับที่ลูกยอมแพ้ต่างหาก

เพราะฉะนั้นถ้าจะหัดให้ดูดขวด
ใช้จุกไหนก็ได้ค่ะ เพราะมันไม่เหมือนทั้งนั้น
เลือกเอาตามพอใจแล้วก็ใช้จุกนั้นแหละค่ะ
หัดทุกวันๆ ไม่ต้องเสียเงินเปลี่ยนเป็นอันโน้น อันนี้
หัดไปเรื่อยๆ ถ้าลูกยอม เดี๋ยวเขาก็ยอมเอง

ถ้าเขาไม่ยอมก็ป้อนช้อนแทนไปเลยค่ะ
คุณย่าคุณยายที่อยากป้อนข้าว ป้อนกล้วยก็ให้ป้อนนมแม่แทนไปก่อน
win-win ทั้งสองฝ่ายค่ะ

ทารก “ไม่จำเป็น” ต้องกินนมจากขวดค่ะ

Monday, September 15, 2014

ลูกติดเต้า ไม่เอาขวด (ตอนที่ 2 แม่ต้องไปทำงาน)


เมื่อวานเราเข้าใจตรงกันแล้วนะคะ ว่าลูกติดเต้าเป็นเรื่องปกติ
เป็นเรื่องที่ดี เป็นเรื่องที่ถูกต้อง ไม่ใช่ปัญหา ไม่ใช่เรื่องใหญ่
คราวนี้มาดูกันว่า ถ้าแม่ไปทำงาน แต่ลูกไม่ยอมดูดขวด จะทำยังไงดี
เด็กที่ “เลือกกิน” กับ “กินไม่เลือก” นั้นต่างกัน
เด็กนมแม่แบบที่ “กินไม่เลือก” มักจะกินง่าย อยู่ง่าย
ยอมกินทั้งเต้าและขวดแต่โดยดี ลูกสาวคนโตของพี่เป็นแบบนี้ค่ะ
มีเต้า กินเต้า ไม่มีเต้าก็กินขวด แรกๆ ที่หัดก็เหมือนจะไม่ยอม
แต่หัดบ่อยๆ 3-4 วันก็ชิน ยอมกินแต่โดยดี
ส่วนเด็กที่ “เลือกกิน” นั้นจะไม่ง่าย ไม่ยอมกิน
เทคนิคต่างๆ ไม่ว่าจะหัดขวดวันละครั้ง
เปลี่ยนจุกสารพัด เปลี่ยนท่า เปลี่ยนคนป้อน
ล้วนแล้วแต่ใช้ไม่ได้กับเด็กประเภทนี้
ยังไงๆ ก็ไม่ยอมกิน ลูกชายสองคนเล็กของพี่เป็นแบบนี้ค่ะ
ถ้าเจอเด็กแบบนี้ คนอื่นๆ ในครอบครัวจะกดดันแม่
โทษว่าเป็นความผิดของแม่ ทำให้ลูกติดเต้า
แล้วก็พยายามพรากลูกจากอกแม่ ถูกสั่งห้ามไม่ให้ใกล้ลูก
ไม่ให้ลูกดูดเต้าอีก เพื่อที่จะให้ลูกลืมเต้าแม่
อะไรจะขนาดนั้นคะ โหดร้ายทารุณกันเกินไปค่ะ 
คุณแม่ที่เจอปัญหานี้ ฟังพี่นะคะ เรามีทางเลือก 2 ทางค่ะ
1.ถ้าห่วงลูกมาก อยากให้ลูกดูดเต้า อยากมีความสุขแบบพิเศษกับลูก
หากไม่มีปัญหาทางการเงิน ให้ลางานเพิ่มแบบไม่ต้องรับเงินเดือน
หรือลาออกมาเลี้ยงลูกเลยค่ะ ลูกโตแล้วค่อยกลับไปทำงานใหม่
2.แต่ถ้าจำเป็นต้องกลับไปทำงาน ก็กลับไปทำงานให้สบายใจค่ะ
ไม่ต้องกังวลเรื่องลูก ปล่อยให้เป็นภาระของคนเลี้ยงไปค่ะ
เด็กที่เลือกกิน จะยอมกินของที่ไม่ชอบเมื่อ ”หิว” ค่ะ
ถ้ายังทนได้อยู่ จะไม่กิน ร้องไป บ่นไป รอได้ หิวเมื่อไหร่ยอมกิน
แต่ก็จะกินนิดเดียว กินแค่กันตาย ลูกชายพี่สองคนเป็นแบบนี้ค่ะ
ละลายนม 4 ออนซ์ ดูดไม่ถึง 2 ออนซ์ กินแค่พอประทังชีวิต
รอแม่กลับมา พอเจอแม่จะซัดเต็มเหนี่ยว
กลางคืนก็จัดเต็ม จัดหนักตลอดทั้งคืน
เด็กแบบนี้ เราก็ให้เขาดูดก่อนไปทำงานให้เต็มที่
กลับมาจากทำงานก็เอาให้เต็มที่เช่นกัน
กลางวันทั้งวันกินรวมกันแค่ 3-4 ออนซ์ เป็นอะไรมั้ย
ลูกจะขาดสารอาหารมั้ย ขอบอกว่า ไม่เป็นอะไรค่ะ
เพราะเขาจะชดเชยด้วยการกินมากๆ ตอนกลางคืนเป็นการทดแทน
ไม่ใช่เรื่องแปลกนะคะ
เหมือนพวกเราผู้ใหญ่ กินกลางวัน 3 มื้อ กลางคืนไม่ต้องกิน
ลูกน้อยที่ “เลือกกิน” ก็แค่สลับเวลาค่ะ
กลางวันไม่กิน แต่ไปกินกลางคืนแทน
ไม่ต้องกลัวว่าลูกจะได้นมไม่พอ
ช่วงเวลาที่ยากลำบากจะมีแค่ไม่กี่เดือน ซึ่งก็ไม่ทุกวันด้วยซ้ำ
เพราะเสาร์-อาทิตย์ก็ดูดได้ทั้งวันตามปกติ
พอครบ 6 เดือน ก็เริ่มอาหารปกติแล้ว
ถ้ากินได้ดี กลางวันก็ให้กินอาหารปกติเยอะหน่อย
นมน้อยไปบ้างก็ไม่เป็นไร กลางคืนเขาก็จะดูดเยอะเพื่อชดเชยเอง
ปัญหามันนิดเดียว...
ทำไมต้องทำให้เป็นเรื่องใหญ่ถึงขนาดห้ามดูดเต้าแม่ตลอดชีวิต
พี่เห็นหลายคนที่ลูกติดเต้า พอจะไปทำงาน
หัดขวดได้ กลัวลูกติดเต้า เลยเลิกให้ลูกดูดเต้า
ขอบอกว่าคุณไม่มีทางรู้ว่าชีวิตนี้พลาดอะไรไป
ความรู้สึกแบบที่เราคิดไม่ออกเลยว่าจะยอมแลกมันกับอะไร
คุณแม่ที่ให้ลูกดูดเต้าเกินขวบจะรู้ดีค่ะ
สุดท้ายนะคะ...
คุณแม่ที่ตั้งเป้าว่าจะให้นมแม่จนฟันแท้มาแบบป้าหมอสุธีรา
ต้องให้ลูกดูดเต้าค่ะ ห้ามเลิก บอกเลย
ไม่งั้นโอกาสที่จะไปถึงเป้าหมายนั้นแทบเป็นไปไม่ได้เลย
ไม่ได้ขู่เล่นๆ ค่ะ เรื่องจริง

Sunday, September 14, 2014

ลูกติดเต้า ไม่เอาขวด (ตอนที่ 1 ทำไมถึงติดเต้า)


คุณแม่ทราบไหมคะว่า WHO เรียงลำดับอาหารที่ดีที่สุดสำหรับทารกดังนี้

1.นมแม่ที่ลูกดูดโดยตรงจากอกอุ่นๆ ของแม่
2.นมแม่ที่บีบหรือปั๊มออกมาป้อนด้วยวิธีอื่น
3.นมแม่จากผู้บริจาคผ่านธนาคารนมแม่
4.นมผงดัดแปลงสำหรับทารก

ทำไมลูกถึงติดเต้า?

ก็เพราะมันเป็นสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับลูกไงคะ
พี่ไม่เข้าใจว่าทำไมการที่เด็กคนหนึ่ง
ซึ่งเป็นเด็กฉลาดและรู้ความต้องการของตัวเอง
เลือกในสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับเขาคือการดูดเต้าแม่
กลับกลายเป็นสิ่งที่คนจำนวนไม่น้อยมองว่าเป็นปัญหาใหญ่ (มากๆๆๆๆ) ที่ต้องได้รับการแก้ไข

สำหรับพี่ คิดว่ามันไม่ make sense เลย
ลองนึกถึงร้านอาหารสุดโปรดที่เราเคยกิน
ร้านที่ยอดเยี่ยมมากๆ อร่อยที่สุด
อาหารเขาจะปรุงด้วยวัตถุดิบ สด สะอาด
ด้วยฝีมือของพ่อครัวชั้นเลิศ
รสชาติกลมกล่อมถูกปากเรามากๆ
คิดถึงทีไรก็น้ำลายสอทุกที

แล้วก็กลับกัน ลองเปรียบเทียบกันอาหารแช่แข็งในซุปเปอร์
เวลาจะกินต้องเอามาเวฟ แล้วก็กิน
ต่อให้หน้าตามันดูดีแค่ไหนก็เถอะ
รสชาติเทียบกับร้านสุดยอดของเราได้มั้ยคะ
ใกล้เคียงหรือเปล่า

น้ำนมแม่ที่ลูกดูดจากเต้าเปรียบเหมือนอาหารชั้นเลิศ
รสชาติอร่อย ถูกปาก อุณหภูมิเหมาะสม ไม่ร้อนหรือเย็นจนเกินไป
มีคุณค่าทางอาหารครบถ้วน เป็นทั้งวัคซีนและยารักษาโรค
ปริมาณพอดีเท่าที่ลูกต้องการ
เป็นทั้งออเดิร์ฟ และเมนคอร์ส พร้อมเสิร์ฟในทันที

ถามว่าในโลกนี้มีอาหารอะไรที่ดีกว่านี้อีกไหมคะ
นี่คือสิ่งที่ดีที่สุดแล้ว #TheBestForBaby

คุณแม่ที่ลูกติดเต้ามากๆ ควรจะภาคภูมิใจและดีใจว่า
ลูกเรารู้จักเลือกในสิ่งที่ดีที่สุดให้กับตัวเอง
มีคนอีกเยอะมากๆๆๆๆ ที่ไม่สามารถให้ลูกดูดเต้าได้
ทั้งคุณแม่และลูกเป็นคู่ที่ใครๆ จะต้องอิจฉา

ลูกติดเต้าไม่ใช่ปัญหาค่ะ เป็นเรื่องที่ต้องชื่นชม
เป็นเรื่องที่ต้องอวด อวดว่าลูกเราฉลาด
รู้จักเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้ตัวเอง ตั้งแต่ยังพูดไม่ได้เลย

คุณแม่ที่คิดว่าลูกติดเต้าเป็นข้อเสีย เป็นภาระกับคนเลี้ยง
อยากให้เลิกเต้า เปลี่ยนไปกินขวด
ขอบอกว่าคิดผิดนะคะ ผิดมากๆๆๆ
ขอให้กลับตัว กลับใจนะคะ คิดผิด คิดใหม่ได้
จำไว้ว่าลูกติดเต้า เป็นเรื่องปกติ เป็นเรื่องที่ดี เป็นเรื่องที่ถูกต้อง

คุณแม่ที่คิดว่าลูกติดเต้าเป็นข้อเสีย เป็นภาระกับคนเลี้ยง
อยากให้เลิกเต้า เปลี่ยนไปกินขวด
ขอบอกว่าคิดผิดนะคะ ผิดมากๆๆๆ
ขอให้กลับตัว กลับใจนะคะ คิดผิด คิดใหม่ได้
จำไว้ว่าลูกติดเต้า เป็นเรื่องปกติ เป็นเรื่องที่ดี เป็นเรื่องที่ถูกต้อง

#ติดเต้าดีกว่าติดขวด

เดี๋ยวพรุ่งนี้มาดูกันว่า แม่ต้องไปทำงาน ลูกติดเต้าทำไงดี

@พี่เก๋ ร้านนมแม่

เทคนิคฝึกลูกดูดเต้า (ฉบับ คุณแม่ใจเด็ด)


วันนี้เราจะมาดูวิธีฝึกลูกดูดเต้า สำหรับคุณแม่ใจเด็ดกันค่ะ วิธีนี้ใช้สำหรับคุณแม่ที่ปั๊มนมได้มากพอ ไม่กังวลเรื่องปริมาณน้ำนม แต่ลูกติดขวด ไม่เอาเต้า

ไม่มีอะไรมากค่ะ แค่ใช้วิธีหักดิบ ตัดสินใจได้เมื่อไหร่ ก็เปลี่ยนจากขวดเป็นเต้าเลย

ย้ำอีกครั้งนะคะ สาเหตุที่ลูกติดขวด เพราะเริ่มขวดก่อนเต้า ชินกับขวดมากกว่าเต้า เต้าคุณแม่ไม่ได้มีอะไรผิดปกติ

ถ้าอยากให้ลูกดูดเต้า ก็เลิกขวดไปเลยค่ะ อย่าให้ทางเลือก ไม่ต้องละลายนมใส่ขวดเผื่อไว้นะคะ วิธีนี้ต้องทุบหม้อข้าวค่ะ แพ้ไม่ได้ ทำไมคนพม่ามาเมืองไทย พูดไทยได้ทุกคน เพราะไม่มีนายจ้างคนไหนหัดพูดพม่ากับคนพม่า เมื่อไม่มีทางเลือกก็ต้องพูดไทยให้ได้

ลูกน้อยก็เหมือนกันค่ะ ถ้าไม่มีขวดให้กิน ก็ต้องยอมดูดเต้าในที่สุด ร้องแน่ๆ ร้องเอาเป็นเอาตาย แต่ไม่ตายแน่ค่ะ ไม่มีเด็กคนไหนร้องไห้จนตายได้

เด็กที่ร้องเก่งๆ ร้องมากๆ ร้องดังๆ แสดงถึงพลังชีวิตของเขาค่ะ อย่างมากก็ร้องจนเหนื่อย หมดแรงก็หยุด เดี๋ยวมีแรง ร้องต่อ เป็นแบบนี้ทุกคนค่ะ วัดกำลังกันว่าใครจะชนะ ใครจะยอมใครก่อน

อย่าลืมนะคะ ถ้าแม่ยอมแพ้ เท่ากับแพ้ทั้งคู่ แต่ถ้าแม่ชนะ ลูกยอมดูดเต้า ชนะทั้งแม่และลูกค่ะ

ปล. ใครจะใช้วิธีนี้ ต้องมั่นใจนะคะว่า "เอาอยู่" ไม่ใช่แค่ลูกอย่างเดียวนะคะ รวมถึงทุกคนในบ้านด้วย เพราะถ้าเอาไม่อยู่ คุณแม่เองจะลำบากค่ะ

Friday, September 12, 2014

5 เทคนิคฝึกลูกดูดเต้า (ฉบับ คุณแม่ใจอ่อน)













วันนี้พี่จะสอนวิธีฝึกลูกที่ไม่เอาเต้าให้กลับมาเอาเต้ากันค่ะ
เป็นวิธีฝึกสำหรับคุณแม่นักปั๊มที่มีน้ำนมแล้วนะคะ
ไม่ใช่สำหรับคุณแม่ที่ป้อนขวดด้วยนมผสม
แบบนั้นต้องกู้น้ำนม ไม่ใช่วิธีนี้ค่ะ

สิ่งแรกที่ต้องทำก่อนฝึกก็คือ
คุณแม่ต้องเปลี่ยนความคิดก่อนนะคะ

บอกตัวเองให้ชัดๆ ว่าหัวนมเราไม่ได้มีอะไรผิดปกติ
ที่น้องไม่ดูดเพราะเราไม่ได้รับความช่วยเหลือที่ถูกต้องตั้งแต่แรก
ทำให้น้องดูดเต้าไม่ได้ ตอนนี้ที่ไม่ดูดก็เพราะไม่ชิน
ถ้าฝึกบ่อยๆ ฝึกเรื่อยๆ ก็จะดูดได้

มั่นใจในตัวเองนะคะ
จุกนมซิลิโคนจะมาดีกว่าหัวนมแม่ได้ไง
มั่นใจแล้วลุยเลยค่ะ

1. อย่าพยายามให้น้องดูดเต้าตอนหิวจัดๆ
เพราะน้องจะไม่ยอม และร้องบ้านแตก
ให้ดูดตอนอารมณ์ดีๆ หรือตอนง่วงๆ มึนๆ
ความสุขของทารกอยู่ที่ได้ดูดค่ะ
ดูดนิ้ว ดูดจุกหลอกยังดูดได้ ทำไมจะดูดเต้าแม่ไม่ได้

2. เสนอเต้า แต่อย่าบังคับ
หลังจากดูดขวดอิ่มแล้วสักครึ่งถึงหนึ่งชม.
ลอง skin to skin contact
อยู่กันสองคนแม่ลูก คนอื่นไม่เกี่ยว
เปิดเพลงเพราะๆ แม่ถอดเสื้อเหลือแต่เต้า
ลูกไม่ต้องใส่อะไรเหมือนแรกคลอด
หรือจะใส่แค่แพมเพิร์สกันฉี่ก็ได้

อุ้มลูกแนบอกให้ผิวลูกสัมผัสผิวแม่มากที่สุด
ลองให้ดูด ถ้าไม่ดูดก็อุ้มแนบอกไว้เฉยๆ
ทำทุกวัน วันละ 2-3 ครั้ง ครั้งละ 10-15 นาที
ค่อยๆ สร้างความคุ้นเคย ใจเย็นๆ
มีจังหวะก็เสนอเต้าเข้าไปเรื่อยๆ

3. ถ้าลูกติดจุกมากจริงๆ ติดมานานหลายเดือน
ลองใช้ nipple shield (ตามรูป) มีหลายยี่ห้อ
ตามห้างก็มีขาย แต่ถ้าซื้อร้านนมแม่เป็นของ ardo ค่ะ ^^

Nipple Shield เป็นซิลิโคนปิดหัวนม
ให้ความรู้สึกคล้ายจุกนมที่ลูกเคยชิน
เมื่อลูกยอมดูดแล้ว ก็ค่อยๆ เลิกใช้

4. ระวังน้ำนมพุ่งแรงเกินไป
คุณแม่นักปั๊มส่วนใหญ่จะเป็นพวก over supply
เพราะฉะนั้น ก่อนให้ลูกดูดอาจจะปั๊มออกบางส่วน
เพื่อไม่ให้นมไหลแรงเกินไปจนลูกสำลัก

5. จำไว้ว่า ตื๊อเท่านั้นที่ครองโลก
กว่าเอดิสันจะประดิษฐ์หลอดไฟสำเร็จ
ยังเคยผิดพลาดถึงพันครั้ง
แต่พี่เชื่อว่าไม่มีเด็กคนไหนที่ต้องลองถึงพันครั้งหรอกค่ะ
ไม่เกินครั้งที่ร้อยแน่ รับประกัน ใครเกิน มารับรางวัล ^^

คุณแม่ที่ฝึกลูกไม่ได้ เพราะใจเราคิดไปแล้วว่าไม่ได้
พอลองครั้งแรกไม่ได้ ก็ย้ำกับตัวเองว่า "เห็นมั้ย ไม่ได้หรอก"
ครั้งที่ 2 ที่ 3, 4 ไม่ได้
ก็ยิ่งมั่นใจในตัวเองว่าตัวเองคิดถูกว่ามันไม่มีทางทำได้
แบบนี้คือหาทางตันให้ตัวเองค่ะ

ใจคุณอยากให้เป็นแบบนั้น แล้วมันจะสำเร็จได้ยังไง

ถ้าเชื่อว่าไม่ได้แต่แรก ก็อย่าพยายามเลยค่ะ เสียเวลาเปล่า
แต่ถ้าเชื่อว่าทำได้ พยายามเรื่อยๆ เดี๋ยวก็ได้เองค่ะ

ใครทำสำเร็จ อย่าลืมมาอวดนะคะ พี่รอชื่นชมค่ะ ^^

@พี่เก๋ ร้านนมแม่

Tuesday, September 9, 2014

ลูกไม่ดูดเต้าค่ะ (ตอนที่ 2)




ห้ามให้จุกนม ขวดนม จุกหลอกกับทารกแรกคลอด

นี่เป็นข้อห้ามหนึ่งในสิบข้อ
ที่ WHO และ Unicef กำหนดไว้
สำหรับ Baby Friendly Hospital
หรือโรงพยาบาลสนับสนุนนมแม่

เพราะอะไรเราถึงต้องห้ามขวดนม จุกนม
เคยอ่านตำรากลยุทธ์มั้ยคะ

ชิงลงมือก่อน ได้เปรียบ

ลูกน้อยเพิ่งคลอดออกมา พร้อมที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่
ให้อะไรก่อนก็เรียนรู้สิ่งนั้น
ถ้าให้ดูดเต้า ไม่ป้อนขวด ลูกก็จะเรียนรู้วิธีดูดเต้า
แต่ถ้าป้อนขวดก่อน ลูกก็จะเคยชินกับขวด ไม่เอาเต้า

ทันทีที่คลอด โรงพยาบาลจะแยกแม่-ลูก
ด้วยเหตุผลที่ฟังดูดีว่า คุณแม่ต้องพักผ่อน
พยาบาลจะดูแลลูกให้ ป้อนขวดไปก่อนนะคะ
เดี๋ยวนมมาแล้วค่อยให้น้องดูด

พอน้องอิ่มนมขวด ก็ไม่ดูดนมแม่
เรียนรู้วิธีดูดขวดก่อน ก็จะปฏิเสธเต้าแม่
เมื่อร่างกายแม่ไม่ได้รับการกระตุ้น น้ำนมก็ไม่ผลิต

เห็นความใจร้ายของบริษัทผู้ผลิตนมผงมั้ยคะ
เอานมผงมาแจกฟรี ติดสินบนบุคคลากรทางการแพทย์
แค่ป้อนขวดที่รพ. 2-3 วัน กลับบ้านลูกก็ไม่ดูดเต้าแล้วค่ะ

กลยุทธ์ง่ายๆ ที่ใช้ได้ผลมาตลอดหลายสิบปี
และก็จะใช้ได้ผลตลอดไปถ้าเราไม่ช่วยกันแก้ไข

ช่วยกันเผยแพร่ความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง
เกี่ยวกับการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่กันนะคะ

หัวนมแม่จะเป็นยังไง รูปแบบไหน
ไม่ใช่สาเหตุที่ทำให้ลูกดูดเต้าไม่ได้ค่ะ
จำไว้นะคะ ชิงลงมือก่อน ได้เปรียบ

@พี่เก๋ ร้านนมแม่

ลูกไม่ดูดเต้าค่ะ (ตอนที่ 1)


ลูกไม่ดูดเต้าค่ะ (ตอนที่ 1) 

A: แล้วทำไมไม่ให้ดูดล่ะคะ
b: หัวนมบอดค่ะ
c: หัวนมสั้นค่ะ
d: หัวนมแบนค่ะ
e: หัวนมใหญ่ค่ะ

ตอนท้องลูกคนแรก...
แม่พี่สั่งไว้ตั้งแต่ยังไม่คลอดเลยว่า ให้เลี้ยงลูกด้วยนมแม่ แล้วจะสบาย
แล้วก็บอกว่า ดูแม่นี่ (เปิดเต้าให้ดูด้วยนะ)
ไม่ใช่หัวนมบอด แบน สั้นนะคะ แต่มันบุ๋มลงไปเลย
คือไม่มีหัวนมนั่นแหละค่ะ

แม่เล่าว่า เวลาพวกแก (หมายถึงพี่กะน้องสาว) ดูด หัวนมมันก็โผล่ออกมา
เวลาไม่ดูด มันก็ยุบกลับไปเหมือนเดิม
พี่ถามว่า "ใครสอนแม่"
แม่สวนกลับมาว่า "ไม่มีใครสอน ทำไมต้องสอนด้วย"

นั่นสิคะ เรื่องที่มันเป็นธรรมชาติแบบนี้ ทำไมต้องสอนด้วย

พี่มาถึงบางอ้อหลังจากที่ทำงานตรงนี้ไดัสักพักหนึ่ง
เพราะไม่มีใครบอกแม่พี่ว่า หัวนมแม่ผิดปกติ
แม่พี่ก็ให้ลูกดูดเต้าทั้งๆ ที่ไม่มีหัวนมนั่นแหละ
ไม่เห็นจะมีปัญหาอะไร

แต่แม่ทุกวันนี้ถูกบุคลากรทางการแพทย์ที่สนับสนุนนมผง
(ไม่อยากจะมองโลกในแง่ร้าย แต่ก็อดไม่ได้ค่ะ)
ทำให้สิ่งปกติ กลายเป็นผิดปกติ
คอยสะกดจิตสารพัด จนทำให้แม่ให้นมลูกไม่ได้

เริ่มจากหัวนมแม่ บอด แบน สั้น ใหญ่ ยาว บลาๆๆๆ
ลูกดูดไม่ได้นะคะ ต้องป้อนขวดค่ะ
ถ้าหัวนมปกติ ก็จะเป็น นมแม่ยังไม่มานะคะ ให้นมขวดไปก่อนค่ะ
ต่อให้หัวนมปกติ นมมาแล้ว ก็ยังเจอข้อหาตัวเหลือง
ให้งดนมแม่ไปก่อน (ได้อีก)
อะไรมันจะสกัดดาวรุ่งกันได้ขนาดนั้นคะ

กลับมาที่เรื่องหัวนมกันค่ะ
หัวนมแบบไหน ลูกก็ดูดได้ทั้งนั้น
ถ้าแม่มีเต้า ลูกมีปาก จบค่ะ

นึกถึงการเรียนรู้ภาษาของคนเรานะคะ
เด็กที่ลืมตาดูโลกครั้งแรก จะรู้มั้ยคะว่าพ่อแม่จะพูดภาษาอะไร


ถ้าพ่อแม่เป็นคนไทย พูดภาษาไทย ลูกก็จะเข้าใจภาษาไทย
ถ้าเป็นฝรั่ง พูดภาษาอังกฤษ ลูกก็จะเข้าใจภาษาอังกฤษ

หัวนมแม่ก็เหมือนกันค่ะ
ลูกไม่รู้หรอกว่าเกิดมาจะเจอหัวนมแบบไหน
ถ้าแม่เอาหัวนมบอดให้ลูกดูด ลูกก็จะรู้จักแต่หัวนมบอด
ลูกก็จะเรียนรู้การดูดหัวนมบอด เหมือนที่แม่พี่เล่าให้ฟัง
หัวนมสั้น ใหญ่ ยาว ก็เหมือนกันค่ะ
ถ้าเขาไม่เคยเจอหัวนมแบบอื่นมาก่อน
หัวนมแม่แบบไหน แบบนั้นคือปกติสำหรับลูกค่ะ

ถ้าจะมีปัญหาบ้างก็คือ เรื่องของพังผืดใต้ลิ้น ซึ่งแก้ไขได้ไม่ยากค่ะ
กับกรณีของลูกคลอดก่อนกำหนด ตัวเล็ก ปากเล็ก แม่เต้าใหญ่
แต่เมื่อลูกโตขึ้น แข็งแรงขึ้น ก็ดูดได้เช่นกันค่ะ

สำหรับคุณแม่ที่ยังไม่คลอด จำไว้นะคะ
อย่าให้ใครมาบอกว่าหัวนมเราผิดปกติ
ลูกเราก็ต้องดูดนมเรา ลูกเรา เราต้องหัดได้

ดูภาพประกอบเป็นแรงบันดาลใจค่ะ
Nic Vujicic ไม่มีแขน ไม่มีขา
คนที่ผิดปกติจริงๆ เขายังทำได้ทุกอย่าง ไม่ต่างจากคนปกติ

เราปกติ ลูกเราก็ปกติ
แค่ฝึกให้ลูกดูดเต้า ทำไมเราจะทำไม่ได้
สู้ๆ นะคะ 

@พี่เก๋ ร้านนมแม่

Monday, September 8, 2014

ลูกไม่ดูดเต้า ถ้าเราปั๊มนมอย่างเดียว นมจะแห้งไหม


Q: สอบถามค่ะ น้อง 9 วัน ไม่ดูดเต้า ถ้าเราปั๊มนมอย่างเดียวจะแห้งไหม น้องไม่ยอมดูดค่ะ ทำทุกทางแล้ว

A: ถ้าปั๊มอย่างมีวินัย ไม่หยุดปั๊ม นมไม่แห้งค่ะ แต่การปั๊มนมอย่างเดียว โดยไม่ให้ลูกดูดเต้านั้น สิ่งที่เราจะสูญเสียไปมีดังนี้ค่ะ

1. ร่างกายแม่ไม่มีโอกาสสื่อสารกับร่างกายลูก

คนส่วนใหญ่ไม่รู้ว่าน้ำลายของลูกนั้นสามารถบอกกับเต้าแม่ได้ว่า ขณะนี้ลูกต้องการอะไร ถ้าลูกมีเชื้อโรค เต้าแม่ก็จะตอบสนองด้วยการผลิตน้ำนมที่สามารถต่อสู้กับเชื้อโรคนั้นได้ แม่ที่ปั๊มนมใส่ขวดให้ลูกจะพลาดสิ่งนี้ไปอย่างน่าเสียดาย

2. สูญเสียเวลาสำคัญหรือ golden time ที่จะเสริมสร้างพัฒนาการและสายใยรักที่ลึกซึ้งระหว่างแม่ลูก

การที่แม่กอดลูกไว้กับอกทุกวันๆ ละหลายๆ ครั้งนานเป็นปี จะช่วยสร้างความมั่นคงทางอารมณ์และจิตใจให้กับลูก ช่วยเสริมสร้างประสาทสัมผัสทั้ง หู ตา จมูก ช่วยเพิ่มความฉลาดทั้งทางสติปัญญาและอารมณ์แก่ลูก

3. นมสดๆ จากเต้าแม่มีคุณค่าและตรงตามความต้องการของลูกมากที่สุด น้ำนมสำหรับเด็กแรกคลอด กับน้ำนมสำหรับเด็กหกเดือนหรือหนึ่งขวบนั้นแตกต่างกัน

4. อาหารที่ปรุงสดมีคุณค่าทางอาหารมากกว่าอาหารแช่แข็ง นมแม่ก็เช่นเดียวกัน

5. หลังจาก 6 เดือนไปแล้ว ลูกไม่ได้ต้องการน้ำนมแม่เพียงอย่างเดียว ลูกต้องการอาหารปกติ ต้องการให้แม่เล่นด้วย อ่านหนังสือให้ฟัง พาไปนั่งรถเล่น ถ้าคุณแม่ต้องปั๊มนมวันละ 8 ครั้ง ก็จะสูญเสียเวลาที่จะใช้ทำกิจกรรมอื่นๆ กับลูกไปอีกไม่น้อย

6. เวลากลางคืน ถ้าลูกดูดเต้า แม่ก็หลับได้ แต่คุณแม่นักปั๊มตัองลุกขึ้นมาปั๊ม ทำให้พักผ่อนได้น้อยกว่า คุณแม่นักปั๊มเหนื่อยกว่ามากๆๆๆๆๆ

7. ลูกดูดเต้า แม่จะเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ได้ยาวนานกว่า และสบายกว่ามาก หลังขวบไปแล้วแม่ที่ให้ลูกดูดเต้าไม่จำเป็นต้องปั๊มนมก็ได้ แต่ก็สามารถมีน้ำนมให้ลูกได้นานเท่าที่ลูกยังคงดูดเต้าอยู่ แต่คุณแม่นักปั๊มนั้น ถ้าหยุดปั๊ม สต็อคหมดเมื่อไหร่ ก็ต้องหยุดนมแม่เมื่อนั้น

ลูกเพิ่ง 9 วัน คุณแม่ยังมีโอกาสกลับตัวนะคะ คลีนิคนมแม่ช่วยได้ กูเกิลช่วยได้ มีหลายเทคนิคสำหรับลูกไม่ดูดเต้า ลองหาดูค่ะ

ตอนเด็กๆ เคยเล่นเกมจ้องตามั้ยคะ ใครกระพริบตาก่อนคนนั้นแพ้
แต่เกมดูดเต้าไม่เหมือนกันนะคะ
ถ้าลูกไม่ดูดเต้า แล้วแม่ยอมแพ้ก่อน เกมนี้แพ้ทั้งลูกและแม่
แต่ถ้าแม่ชนะ ทำให้ลูกดูดเต้าได้สำเร็จ เกมนี้ชนะทั้งแม่และลูกค่ะ

แล้วคุณแม่ล่ะคะ อยากแพ้หรือชนะ 

Thursday, June 13, 2013

การให้ลูกกินนมผสมไม่เกี่ยวอะไรกับการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่

การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ไม่ใช่ทางเลือก

เช่นเดียวกับการปฏิสนธิตามธรรมชาติ การตั้งครรภ์ การคลอดลูก และเรื่องอื่นที่เกี่ยวกับมนุษย์ การให้ลูกกินนมแม่เป็นวิธีธรรมชาติในการให้อาหารทารกของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ซึ่งรวมถึงมนุษย์ด้วย

แต่วิธีตามธรรมชาติเหล่านี้ ไม่มีการรับรองว่าจะไม่เกิดความผิดพลาด สังคมจึงสร้างทางเลือกเผื่อไว้ในกรณีที่มีการผิดแผนไปจากที่ธรรมชาติตั้งใจ

การทำเด็กหลอดแก้ว การอุ้มบุญ การผ่าตัดคลอด การดูแลทารกคลอดก่อนกำหนด และการให้ทารกกินนมผสม สิ่งเหล่านี้มีไว้ใช้เวลาที่ธรรมชาติเกิดความผิดพลาด

แต่ทำไมจึงมีความแตกแยกระหว่างแม่ที่ให้ลูกกินนมแม่กับแม่ที่ให้ลูกกินนมผสม ทำไมการเลือกวิธีใดวิธีหนึ่ง จึงถูกมองว่าเป็นการตำหนิอีกฝ่ายที่เลือกไม่เหมือนกัน ทำไมความขัดแย้งแบบนี้ไม่เกิดในกลุ่มแม่ที่คลอดธรรมชาติกับแม่ที่ผ่าตัดคลอด 

ลองนึกดูว่าเราเคยเห็นคนที่มีลูกง่ายถกเถียงกับคนที่ไปทำเด็กหลอดแก้วไหม เคยเห็นแม่ที่คลอดลูกตามกำหนดไปตั้งคำถามว่าทำไมต้องมีการดูแลมากมายสำหรับเด็กคลอดก่อนกำหนดหรือไม่ เคยเห็นคนเป็นหมันไปร้องเรียนไม่ให้โฆษณาการคุมกำเนิดและการวางแผนครอบครัวหรือไม่

อะไรที่ทำให้เกิดความแตกแยกอย่างรุนแรงเช่นนี้ในกลุ่มแม่ที่ให้ลูกกินนมแม่และแม่ที่ให้ลูกกินนมผสม

ถ้ามองย้อนไปในอดีตที่ผ่านมาเมื่อไม่นานมานี้ เราจะหาคำตอบได้ไม่ยาก

แรกเริ่มเดิมทีนมผสมเกิดขึ้นเพื่อเป็นทางเลือกสุดท้ายสำหรับทารกที่ไม่มีโอกาสได้กินนมแม่ ซึ่งในอดีตมักจะหมายถึงทารกที่โดนทิ้งตั้งแต่แรกเกิดและไม่มีแม่นมรับไปเลี้ยง หรือทารกกำพร้าที่ไม่มีญาติที่อยู่ในระยะให้นมลูก

แต่เพราะการตลาดฉ้อฉลของบริษัทนมผสมที่มุ่งสร้างผลกำไร ทำให้การให้นมผสมก้าวกระโดดจากทางเลือกสุดท้ายขึ้นมาเป็นทางเลือกแรก และในศตวรรษที่ผ่านมาเราต้องทั้งใช้เวลาและความพยายามมหาศาล เพื่อจะแก้ไขความเสียหายที่เกิดขึ้นจากความเห็นแก่ตัวของบริษัทนมผสม แต่เส้นทางสู่ความสำเร็จยังอยู่อีกยาวไกล

ถ้าบริษัทนมผสมแค่โฆษณาว่า นมผสมเป็นทางเลือกหนึ่งแทนนมแม่ ก็เป็นเรื่องแย่พออยู่แล้ว แต่ความจริงเลวร้ายยิ่งไปกว่านั้นมาก 

บริษัทนมผสมใช้โฆษณาทรงพลังชักจูงให้คนเชื่อว่านมผสมมีสรรพคุณเหนือกว่านมแม่ เพียงชั่วอายุคนเดียวทางเลือกของคุณแม่มือใหม่ก็หมดไป เพราะแพทย์และพยาบาลถูกบริษัทนมผสมล้างสมอง และให้ข้อมูลเท็จที่ได้รับจากบริษัทนมผสมที่สนใจแต่เงินผลกำไรมหาศาล

ผลลัพธ์ที่น่าสะเทือนใจไม่ใช่การที่คนในสังคมสูญเสียความมั่นใจกับการให้ลูกกินนมแม่ แต่คือการที่สังคมไม่ตระหนักถึงอันตรายของการให้ทารกกินนมผสมแทนการให้กินนมแม่ตามที่ธรรมชาติกำหนดไว้

เมื่อเราแทนที่นมแม่ด้วยนมผสมและอาหารสังเคราะห์ มันจะเกิดผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อสุขภาพทั้งปัจจุบันและในอนาคต การทำเด็กหลอดแก้ว การคลอดก่อนกำหนด หรือการผ่าตัดคลอด มีอันตรายและความเสี่ยงเป็นผลตามมา การให้ทารกกินนมผสมก็เช่นเดียวกัน

แต่เมื่อไหร่ที่เรายกเอาอันตรายและความเสี่ยงของนมผสมขึ้นมาพูด คนในสังคมก็มักจะโวยวายว่าไม่เห็นใจแม่ที่ต้องอาศัยนมผสม เป็นเวลาหลายปีแล้วที่อันตรายของนมผสมถูกปกปิดเอาไว้ด้วยการใช้คำพูดที่่อ่อนลงและการบอกประโยชน์ของนมแม่ วิธีการแบบนี้เหมือนกับการบอกข้อดีของการหายใจในอากาศบริสุทธิ์ที่ไม่มีควันบุหรี่ การบอกประโยชน์ของการไม่ไปอยู่ในที่ที่มีสารกัมมันตรังสีรั่วไหล หรือการไม่ควรเดินตัดหน้ารถยนต์ 

การให้ลูกกินนมแม่ไม่ได้มีประโยชน์ การให้ลูกกินนมแม่ไม่ใช่สิ่งที่ดีที่สุด แต่การให้ลูกกินนมแม่เป็นธรรมชาติของมนุษย์

การตัดสินใจให้ทารกกินนมผสม ไม่ว่าจะให้ร่วมกับนมแม่ หรือให้แทนนมแม่เลย ต้องพิจารณาความเสี่ยงอย่างรอบด้าน การให้นมผสมไม่ใช่การเลือกว่าจะให้กินนมแม่หรือไม่ การตัดสินใจเลือกไม่เกี่ยวกับการให้ลูกกินนมแม่เลย 

ก่อนที่เราจะเข้าไปแทรกแซงขั้นตอนตามธรรมชาติ เราต้องเข้าใจอย่างถ่องแท้ถึงอันตรายที่จะเกิดและประโยชน์ที่จะได้รับ เช่นเดียวกับการเปลี่ยนถ่ายอวัยวะหรือการฟอกไต การให้นมผสมควรจะนำมาใช้เมื่อไม่เหลือทางเลือกอื่นอีกแล้ว

ความขัดแย้งทางอารมณ์

การรณรงค์เกี่ยวกับสุขภาพต่าง ๆ ออกแบบขึ้นเพื่อเปลี่ยนพฤติกรรมของมนุษย์ เปลี่ยนนิสัยและกระตุ้นให้พวกเขาตั้งคำถามกับแนวทางการใช้ชีวิต ไม่ว่าจะเป็นการเลิกบุหรี่ กินผักมากขึ้น ออกกำลังมากขึ้น ลดแอลกอฮอล์ หลีกเลี่ยงการโดนแดด ลดการบริโภคไขมัน ตรวจภายใน กินอาหารที่มีไฟเบอร์มากขึ้น ฯลฯ ฯลฯ 

เราอ่านนิตสาร ดูโทรทัศน์ ไปหาหมอ หรืออ่านป้ายโฆษณา ก็จะเข้าใจได้ไม่ยากว่ามีวิธีการมากมายที่จะทำให้สุขภาพเราดีขึ้น ทั้งในตอนนี้และในอนาคต ถ้าเราละเลยสิ่งเหล่านี้ หมายความว่าเราไม่ยอมใช้พลังของเราในการลงมือทำเพื่อตัวเอง

แต่พอมีการติดโปสเตอร์รณรงค์นมแม่ ทันใดนั้นก็จะมีคนโวยวายว่า มันทำให้คนที่ให้ลูกกินนมผสมรู้สึกผิด ทำไมถึงเป็นเช่นนั้นไปได้ ทำไมข้อความรณรงค์สุขภาพกลายเป็นเรื่องส่วนตัวและทำร้ายความรู้สึกของคนบางกลุ่ม คำตอบอาจจะทำให้คุณประหลาดใจ แน่นอนว่ามันเกี่ยวข้องกับเรื่องของอารมณ์ แต่มันไม่เกี่ยวกับความรู้สึกผิด

ความรู้สึกผิด คือ สิ่งที่เรารู้สึกเวลาทำความผิด เป็นความเสียใจที่เกิดจากความรู้สึกว่าต้องรับผิดชอบต่อความผิดที่ทำลงไป เป็นความรู้สึกภายในที่เกิดขึ้นเมื่อผู้ทำความผิดรับรู้ว่าตัวเองทำสิ่งไม่ดี คำจำกัดความแบบนี้น่าจะตรงกับแม่ที่ไม่ได้ให้ลูกกินนมแม่จำนวนไม่มาก

แต่อารมณ์ที่แท้จริงของผู้หญิงส่วนใหญ่ที่ให้ลูกหย่านมแม่ก่อนเวลาอันควร คือ ความเสียใจ คือ ความรู้สึกเศร้าใจกับการสูญเสียหรือการหายไปของสิ่งที่มีค่า พูดง่าย ๆ ก็คือ เมื่อผู้หญิงเหล่านี้เห็นการสนับสนุนนมแม่ มันเตือนให้พวกเขานึกถึงช่วงเวลาที่พวกเขาเศร้าใจ ความรู้สึกนี้จะนำไปสู่ความโกรธ เพราะความรู้สึกที่ค้างคาใจได้ผุดขึ้นมาอีกครั้ง

สิ่งที่แม่เหล่านี้ต้องการคือการสนับสนุนและความเข้าอกเข้าใจในความเสียใจของพวกเขา การรับรู้ว่าพวกเขามีความเศร้าเสียใจ แต่น่าเสียดายที่สิ่งที่พวกเขาได้รับ คือ คำยืนยันสนับสนุนการตัดสินหย่านมก่อนกำหนด และคำปลอบใจว่าลูกของพวกเขาจะมีสุขภาพดีแข็งแรงทั้งที่ให้กินนมผสม

การไม่สามารถที่จะตระหนักถึงความรู้สึกที่แท้จริงนี้จะคงอยู่ไปนานและทำให้การฟื้นตัวทางอารมณ์เนิ่นนานออกไปอีก เมื่อใดที่มีการพูดถึงการให้ลูกกินนมแม่ขึ้นมา อารมณ์ความรู้สึกเหล่านั้นก็จะย้อนกลับมา และรู้สึกได้ชัดเจนทั้งกับแม่เลิกที่ให้นมไปนานหลายสิบปีและแม่มือใหม่

ถ้าการย้ำเตือนคุณค่าของนมแม่ทำให้คุณรู้สึกโกรธ คุณก็ควรจะโกรธคนที่ทำให้คุณเสียใจ ไม่ใช่โกรธคนที่พยายามสร้างความตระหนักรู้กับคนทั่วไป พวกคุณแม่ไม่ได้ล้มเหลวในการให้ลูกกินนมแม่ แต่สังคมของเราต่างหากที่ล้มเหลวในการช่วยเหลือพวกคุณแม่ให้ลูกกินนมแม่ได้สำเร็จ และความรับผิดชอบควรจะตกไปอยู่กับ
  • ระบบสุขภาพที่สนับสนุนนมแม่แต่คำพูด แต่กลับปล่อยให้แม่ออกจากโรงพยาบาลก่อนที่จะได้เรียนรู้ทักษะที่จำเป็นในการให้ลูกกินนมแม่
  • สังคมที่มองการให้ลูกกินนมแม่เป็นเรื่องลับเฉพาะส่วนตัวที่ต้องทำในที่ปกปิด เชิดชูเต้านมในฐานะอุปกรณ์ทางเพศและละเลยการใช้ประโยชน์ที่แท้จริงของมัน
  • สังคมที่คาดหวังให้แม่รีบต้องกลับไปทำงาน เพราะลาคลอดได้ไม่นานและไม่ได้รับเงินเดือนระหว่างลาคลอด ขณะเดียวกันที่ทำงานก็ไม่มีสถานรับเลี้ยงเด็ก และไม่มีความช่วยเหลือให้แม่สามารถทำงานและให้ลูกกินนมแม่ไปได้พร้อม ๆ กัน
  • ระบบทางการแพทย์ที่ยังวัดการเติบโตของทารกกินนมแม่โดยใช้เกณฑ์การเติบโตซึ่งไม่เป็นธรรมชาติของทารกกินนมผสม และทำให้แม่ที่เลี้ยงลูกด้วยนมแม่รู้สึกล้มเหลวเวลาที่ลูกไม่เป็นไปตามเกณฑ์นั้น
  • ขั้นตอนการแพทย์ที่ไม่จำเป็นในระหว่างการคลอด ซึ่งไปขัดขวางเส้นทางธรรมชาติของทารกจากมดลูกสู่เต้านม และข้อบังคับที่จำกัดทารกให้ไม่สามารถเข้าถึงเต้านมแม่ได้บ่อยเท่าที่ควรเพื่อได้รับสารอาหารที่เหมาะสม
  • สังคมที่ทำลายภาพพจน์ของร่างกาย โดยสร้างภาพร่างกายของสาวรุ่นว่าเป็นผู้ใหญ่เต็มที่ และยกย่องร่างกายที่ขาดสารอาหารของดาราคนดังเป็นแบบอย่างให้วัยรุ่นและหญิงวัยเจริญพันธุ์เดินตาม
ถึงเวลาแล้วที่เราจะทำลายกำแพงระหว่างแม่ทุกคนแล้วหันมาร่วมมือกัน ไม่มีพวกเขาไม่มีพวกเรา ไม่มีแม่ที่ดีหรือแม่ที่แย่ ผู้หญิงทุกคนมีสิทธิที่จะได้รับการสนับสนุนและข้อมูลที่จำเป็นในการให้กำเนิดทารกและให้ลูกกินนมแม่ตามที่ธรรมชาติกำหนดไว้ โดยไม่ต้องรู้สึกถึงแรงกดดันจากการโฆษณาของบริษัทนมผสมที่เข้าไปมีอิทธิพลกับเจ้าหน้าที่ดูแลพวกเขาในระหว่างการทำหน้าที่แม่

-------














Wednesday, May 29, 2013

ทำไมแม่ที่ลูกดูดเต้าจึงปั๊มนมได้น้อย

ช่วงที่ผ่านมานี้มีคุณแม่นักปั๊มแชร์รูปปริมาณน้ำนมที่ปั๊มได้กันเยอะมาก จนทำให้แม่มือใหม่หลายท่านเข้าใจผิด รู้สึกวิตกกังวลว่าทำไมเราปั๊มนมได้นิดเดียว ปั๊มไม่ได้มากเท่าคนอื่น ต้องอธิบายว่าการปั๊มนมเป็น Skill ที่ต้องฝึกฝน เหมือนการขี่จักรยาน เล่นดนตรี ฯลฯ การฝึกบ่อยๆ ทำบ่อยๆ จะทำให้เราเก่งขึ้น
 
คุณแม่ที่ให้ลูกดูดเต้าเป็นหลัก กับคุณแม่ที่ปั๊มนมอย่างเดียวโดยไม่ให้ลูกดูดนั้นจะมีความแตกต่างกันมากในเรื่องของปริมาณน้ำนมที่ปั๊มได้ คุณแม่ที่ปั๊มนมอย่างเดียวนั้น ร่างกายจะผลิตน้ำนมตอบสนองกับปริมาณน้ำนมที่ระบายออกไปจากการปั๊มของเครื่อง ซึ่งเป็นปริมาณที่เรียกว่า Over Suppply คือมากกว่าปริมาณที่ลูกต้องการ ยิ่งปั๊มมาก น้ำนมจะยิ่งมาก ยิ่งปั๊มบ่อย น้ำนมจะยิ่งเยอะ อาจจะดูเป็นเรื่องปกติที่คุณแม่นักปั๊มจะสามารถปั๊มนมได้ถึงวันละ 40-60 ออนซ์ ในขณะที่ลูกต้องการน้ำนมจริงๆ เพียงวันละ 24-30 ออนซ์ ทำให้คุณแม่กลุ่มนี้มีน้ำนมเต็มตู้ และจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนไม่มีที่เก็บ เพราะลูกกินไม่ทัน
 
ในทางตรงข้าม คุณแม่ที่ให้ลูกดูดเต้าตั้งแต่แรกคลอด และไม่ได้มีการปั๊มนมเพิ่มเลย (หรือปั๊มน้อยไม่สม่ำเสมอ) เมื่อครบเดือน แล้วจะเริ่มปั๊มจริงจังเพื่อเตรียมตัวไปทำงาน ส่วนใหญ่จะพบว่าปั๊มนมได้ 1-2 ออนซ์ เมื่อเห็นภาพคุณแม่นักปั๊มเอารูปปริมาณน้ำนมที่ปั๊มได้ครั้งละ 6-8 ออนซ์มาแชร์ก็จะยิ่งวิตกกังวลว่าทำไมเราปั๊มนมได้น้อย เครื่องปั๊มไม่ดี หรือว่าเรามีนมไม่พอ
 
ขอย้ำว่าปริมาณน้ำนมที่ได้ 1-2 ออนซ์ของคุณแม่กลุ่มนี้นั้นเป็นเรื่องปกตินะคะ เพราะที่ผ่านมาร่างกายเราปรับปริมาณการผลิตน้ำนมไปตามความต้องการจริงของลูก ลูกดูดไปแค่ไหน ร่างกายก็ผลิตแค่นั้น เป็นปริมาณที่เพียงพอสำหรับลูกค่ะ ไม่ได้น้อยกว่าที่ลูกต้องการ แต่น้อยกว่าคุณแม่นักปั๊มที่เริ่มปั๊มตั้งแต่แรก ซึ่งก็อย่างที่อธิบายไปแล้วว่าเป็นปริมาณที่เกินกว่าความต้องการค่ะ 
 
คุณแม่ที่ลูกดูดเต้าไม่ควรจะคิดน้อยอกน้อยใจนะคะ เพราะการที่เราดูเหมือนจะปั๊มได้น้อยกว่า แต่ก็พอเพียง ยิ่งไปกว่านั้นการที่ลูกดูดเต้า ทำให้ลูกได้กินนมสดๆ  แถมยังได้ความผูกพันลึกซึ้งอีกด้วย รอให้ลูกอายุเกินขวบไปแล้ว คุณแม่จะยิ่งเข้าใจความรู้สึกนี้ได้ดีขึ้น
 
หากคุณแม่ที่ลูกดูดเต้าต้องการเพิ่มปริมาณน้ำนมก็สามารถทำได้ด้วยการเพิ่มการปั๊มให้มากขึ้น ถ้าลูกติดเต้ามาก ไม่มีเวลาปั๊ม ให้ปั๊มพร้อมกับที่ลูกดูด คือให้ลูกดูดข้างนึง อีกข้างปั๊มไปพร้อมๆ กัน ประมาณ 15 นาที ให้เก็บน้ำนมที่ปั๊มได้ไว้เป็นสต็อค แล้วก็ให้ลูกมาดูดซ้ำข้างที่เพิ่งปั๊มไป ครั้งถัดไปให้สลับกันคือ ข้างที่ดูดก่อนให้เปลี่ยนเป็นปั๊ม ข้างที่ปั๊มให้เปลี่ยนเป็นดูด ในระหว่างวัน ถ้ามีจังหวะทำได้มื้อไหน หลังจากลูกดูด 1 ชม.  ให้ปั๊มพร้อมกันสองข้างประมาณ 10 นาที เก็บเป็นสต็อคได้อีก ไม่ต้องกลัวนมหมดค่ะ ถ้าลูกตื่นก็ให้ดูดต่อได้เลย
 
สำหรับคุณแม่ที่ให้ลูกดูดเต้า ปริมาณน้ำนมที่เก็บเพิ่มได้ในแต่ละวัน วันแรกๆ รวมกันได้ 2-3 ออนซ์ก็ใช้ได้แล้วนะคะ ถ้ารวมกันทุกครั้งทั้งวันได้ 10 ออนซ์เมื่อไหร่ ก็พอใจได้เลยนะคะ เกินกว่านั้นเป็นโบนัส แต่รับรองว่าไม่ได้ใช้ เพราะว่าเด็กที่ดูดเต้า ไม่เหมือนเด็กดูดขวดนะคะ ลูกที่ติดเต้า ส่วนใหญ่จะรอแม่ค่ะ กินขวดน้อย ส่วนใหญ่แม่กลุ่มนี้จะปั๊มทิ้งหรือบริจาคมากกว่า

Sunday, May 19, 2013

จะรู้ได้อย่างไรว่าแพทย์สนับสนุนการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างจริงจัง


โดยปกติ เมื่อทราบว่าตั้งครรภ์ ว่าที่คุณแม่ส่วนใหญ่มักจะสอบถามเพื่อนฝูง คนรู้จัก เพื่อขอคำแนะนำในการฝากครรภ์ว่าควรจะฝากที่ไหน  แพทย์คนใด  แต่ส่วนใหญ่มักจะลืมไปว่า หลังจากคลอดแล้ว แพทย์ที่จะดูแลลูกต่อจากนั้นไม่ใช่สูติแพทย์ท่านเดิมแล้วค่ะ   จะต้องเปลี่ยนเป็นกุมารแพทย์  ฉะนั้นก่อนคลอดควรสอบถามและเลือกกุมารแพทย์ที่สนับสนุน การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ ให้เป็นกุมารแพทย์ ประจำตัวลูกน  (ถ้าก่อนคลอด คุณแม่ไม่ได้ระบุว่าต้องการกุมารแพทย์ท่านใด ทางโรงพยาบาลจะจัดให้ตามคิว)     
           
แม้ว่าแพทย์ส่วนใหญ่จะพูดตรงกันว่า การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ เป็นสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับทารก แต่ก็ไม่ใช่ว่าแพทย์ทุกท่านจะสนับสนุนการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างจริงจัง    ส่วนใหญ่จะสนับสนุนการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ก็ต่อเมื่อกรณีนั้นไม่มีปัญหา   แต่ถ้าหากมีปัญหาเมื่อใด ส่วนใหญ่จะแนะนำให้หย่านม หรือใช้นมผสมช่วย   แพทย์ที่สนับสนุนการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างแท้จริง จะต้องพยายามอย่างเต็มที่ ในการที่จะช่วยเหลือ หรือแก้ปัญหาให้คุณแม่ เพื่อให้การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ ดำเนินต่อไปได้

ต่อไปนี้เป็นข้อสังเกตว่าแพทย์ท่านใดที่ไม่ได้สนับสนุนการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างจริงจัง

1. แพทย์ท่านนั้นให้นมผสมที่แจกฟรีเป็นตัวอย่าง รวมทั้งเอกสารแนะนำคุณสมบัติของนมผสมยี่ห้อนั้นๆ แก่คุณ
           
การแจกตัวอย่างนมผสมผ่านโรงพยาบาลหรือบุคลากรทางการแพทย์นั้น เป็นสุดยอดการตลาดที่สร้างความน่าเชื่อถือให้กับคุณแม่ทั้งหลายว่านมผสมนั้นดีไม่แพ้นมแม่  ซึ่งไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด

2.แพทย์ท่านนั้นบอกกับคุณว่านมผสมหรือนมแม่ก็เหมือนๆ กัน
            
แม้ว่าทารกที่กินนมผสมหรือกินนมแม่ ต่างก็เจริญเติบโตได้เหมือนๆ กัน  ไม่ได้หมายความว่า นมผสมจะเหมือนกับนมแม่ทุกประการ  มีส่วนประกอบหลายชนิดที่มีในนมแม่  แต่ไม่มีในนมผสม  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ภูมิคุ้มกันและเซลล์ที่ทำหน้าที่ป้องกันการติดเชื้อโรคของทารก 

3. แพทย์ท่านนั้นบอกกับคุณว่านมผสมยี่ห้อ XXX ดีที่สุด
            
ทุกวันนี้ยังไม่มีการพิสูจน์และยืนยันได้ว่านมผสมยี่ห้อใดดีที่สุด นมผสมยี่ห้อที่แพงที่สุดหรือขายดีที่สุดก็มีความเสี่ยงต่อสุขภาพของทารกไม่ต่างจากนมผสมยี่ห้อที่ราคาถูกกว่า ความนิยมของนมผสมแต่ละยี่ห้อนั้นเป็นผลมาจากอิทธิพลของการตลาดและการโฆษณาประชาสัมพันธ์ทั้งสิ้น  

4.แพทย์ท่านนั้นบอกกับคุณว่า ไม่จำเป็นต้องรีบพาลูกมาดูดนมทันทีหลังคลอด เพราะคุณแม่ควรจะพักผ่อน
           
แม้จะไม่จำเป็นจริงๆ  แต่การนำลูกมาดูดนมแม่ทันทีหลังคลอดนั้น เป็นประโยชน์อย่างมากในการช่วยให้การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่เป็นไปอย่างราบรื่น  ทารกจะตื่นตัวและตอบสนองต่อแรงกระตุ้นในการดูดอย่างเต็มที่ภายในชั่วโมงแรกหลังคลอด   การดูดนมทันทีของทารกจะช่วยให้มดลูกบีบตัว ซึ่งจะช่วยกระตุ้นการหลั่งของฮอร์โมน Oxytocin  (ฮอร์โมนแห่งความผูกพัน) ทำให้แม่รู้สึกผูกพันกับลูกน้อย ทำให้น้ำนมมาเร็ว

5.แพทย์ท่านนั้นบอกกับคุณว่า เด็กทารกไม่มีปัญหากับการสับสนในการดูดนมแม่หรือนมขวดหรอก ควรจะหัดให้ดูดขวดเร็วๆ ลูกจะได้ไม่ปฏิเสธขวดในภายหลัง
            
การดูดนมแม่และดูดขวดนั้นมีลักษณะการดูดที่แตกต่างกัน การดูดขวดนมนั้น น้ำนมจะไหลเร็วตลอดเวลา โดยที่ลูกไม่ต้องออกแรงมาก ทำให้ลูกเคยชินกับการดูดขวดนมได้ง่าย เพียงแค่ให้ดูดครั้งหรือสองครั้ง หลังจากนั้นลูกจะปฎิเสธการดูดนมแม่ เพราะต้องใช้ความพยายามมากกว่า

6. แพทย์ท่านนั้นแนะนำให้คุณหยุดให้นมลูก เมื่อคุณหรือลูกไม่สบาย
            
ในความเป็นจริงแล้ว เมื่อคุณหรือลูกป่วย มีน้อยกรณีมากที่จะไม่สามารถให้นมต่อได้  ไม่ว่าจะเป็นโรคอะไร มียาหลายชนิดที่แพทย์สามารถเลือกใช้ได้ โดยไม่กระทบกับการให้นมลูกของคุณ  หากได้รับคำแนะนำให้หยุดให้นมลูกจากแพทย์ท่านใด  แสดงว่าแพทย์นั้นไม่เห็นความสำคัญของ การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่  ขอให้สงสัยไว้ก่อน และลองปรึกษาแพทย์คนใหม่ดู  

7. แพทย์ท่านนั้นพูดหรือแสดงอาการแปลกใจว่า ทำไมคุณยังเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อยู่  ทั้งๆ ที่ลูกอายุตั้ง 6 เดือนแล้ว
            
แพทย์จำนวนไม่น้อยสนับสนุนให้ทารกกินนมผสมจนกระทั่งอายุครบ 1 ปีหรือนานกว่า แต่ไม่เห็นด้วยเมื่อทารกกินนมแม่เกินกว่า 6 เดือน ด้วยตรรกะข้อใด แพทย์จึงเห็นว่าของที่ทำเลียนแบบอย่างนมผสมจึงกินได้นานกว่านมแม่ซึ่งเป็นของแท้

8.แพทย์ท่านนั้นบอกว่าหลังจาก 6 เดือน นมแม่ไม่มีประโยชน์แล้ว
           
ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน นมแม่ก็ยังเป็น นม เหมือนเดิม มีไขมัน โปรตีน พลังงาน วิตามินและภูมิคุ้มกัน แอนตี้บอดี้ที่ช่วยป้องกันเชื้อโรคให้กับทารกได้ตลอดเวลา ภูมิคุ้มกันบางชนิดกลับมีมากกว่าเดิมด้วยซ้ำ เมื่อทารกอายุมากขึ้น

9.แพทย์ท่านนั้นแนะนำว่า ไม่ควรปล่อยให้ลูกหลับคาอกแม่
            
ถ้าลูกหลับได้เองโดยไม่ต้องดูดนมแม่ก็เป็นเรื่องดี  แต่การที่ลูกหลับคาอกแม่ก็ไม่ใช่เรื่องที่ไม่ควรทำ  กลับเป็นเรื่องที่น่าเพลิดเพลินเสียด้วยซ้ำ  ลูกก็หลับ แม่ก็ได้พักผ่อน อบอุ่นทั้งแม่ทั้งลูก

10.แพทย์ท่านนั้นแนะนำให้คุณกลับไปพักผ่อนที่บ้าน โดยปล่อยให้ทารกแรกคลอดอยู่ในความดูแลของแพทย์ที่โรงพยาบาล
            
หากทารกแรกคลอดไม่แข็งแรงพอที่จะกลับบ้าน แพทย์ที่สนับสนุนการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่จะต้องช่วยเหลือให้ทารกได้ดูดนมแม่ ยิ่งทารกสุขภาพอ่อนแอเท่าใด การได้กินนมแม่ยิ่งเป็นสิ่งจำเป็นเท่านั้น เพราะน้ำนมแม่จะช่วยให้ทารกแข็งแรงได้เร็วขึ้น

Monday, May 6, 2013

นมเกลี้ยงเต้า เข้าใจให้ถูกต้อง


คำแนะนำที่แม่มือใหม่มักจะได้รับเมื่อเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ก็คือ ต้องปั๊มให้เกลี้ยงเต้า หรือลูกดูดได้เกลี้ยงเต้ากว่าใช้เครื่องปั๊ม ซึ่งอาจจะทำให้หลายๆ คนเข้าใจผิด ตัวอย่างของความเข้าใจผิดก็คือ คำถามประเภทที่ว่า ปั๊มนมเสร็จแล้ว แต่ไม่เกลี้ยงเต้า บีบด้วยมือก็ยังออกมาอีก ทำยังไงถึงจะเกลี้ยงเต้า

ก่อนอื่นต้องอธิบายก่อนว่าคำว่า "เกลี้ยงเต้า" จนไม่มีน้ำนมเหลือในเต้านั้นจริงๆ แล้วจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อแม่เลิกให้นม เลิกปั๊ม แล้วน้ำนมจึงจะหยุดผลิต หรือที่เรียกว่านมแห้งนั่นเอง ถ้ายังมีการให้ลูกดูด หรือปั๊มนมอยู่นั้น จะไม่มีทาง "เกลี้ยงเต้า" จริงๆ ได้เลย เพราะร่างกายเราผลิตน้ำนมอยู่ตลอดเวลาค่ะ น้ำนมจะถูกผลิตมาเก็บไว้ในเต้านม เมื่อพื้นที่เก็บเต็ม จะเกิดอาการคัด เพราะน้ำนมที่ผลิตใหม่ไม่มีที่จะเก็บ คุณแม่ต้องระบายน้ำนมออกโดยการให้ลูกดูดหรือปั๊มออก เพื่อให้มีพื้นที่ว่างสำหรับเก็บน้ำนมที่ผลิตออกมาใหม่ ถ้าปล่อยให้เต้าเต็มบ่อยๆ จะเป็นการส่งสัญญาณว่าความต้องการน้ำนมลดลง ร่างกายจะผลิตน้ำนมลดลง

ร่างกายเราจะผลิตน้ำนมตอบสนองตามความต้องการของน้ำนมที่ระบายออก (ทั้งลูกดูด/ปั๊มด้วยเครื่อง/บีบด้วยมือ) ยิ่งระบายออกมาก ยิ่งผลิตมาก ถ้าระบายออกน้อย จะผลิตน้อย เวลาที่เราพูดคำว่า "เกลี้ยงเต้า" นั้น แท้จริงแล้วหมายถึง การระบายจนน้ำนมส่วนใหญ่ออกจากเต้าเกือบหมดเท่านั้นเองค่ะ ไม่ใช่เกลี้ยงจนไม่เหลืออะไรเลย ลองคิดถึงการบ้วนน้ำลายก็ได้ค่ะ เป็นไปไม่ได้เลยที่เราจะบ้วนน้ำลายจนเกลี้ยงปาก เพราะน้ำลายจะถูกผลิตอยู่ตลอดเวลาเช่นเดียวกัน

กลับมาพูดถึงการให้ลูกดูดหรือเครื่องปั๊ม แบบไหนเกลี้ยงเต้ากว่ากัน ประเด็นนี้ก็สร้างความเข้าใจผิดได้มากทีเดียว เพราะการที่จะบอกว่าลูกหรือเครื่องปั๊ม แบบไหนเกลี้ยงเต้ากว่านั้น ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ค่ะ ถ้าร่างกายผลิตน้ำนมได้พอดีๆ กับความต้องการของลูก ลูกจะดูดได้มากกว่าเครื่องปั๊ม เพราะน้ำนมที่เหลือน้อยๆ ลึกๆ ลูกดูดได้ดีกว่า แต่ถ้าร่างกายผลิตน้ำนมได้มากกว่าที่ลูกต้องการ การปั๊มนมจะปั๊มออกมาได้มากกว่าลูกดูด เพราะลูกจะดูดน้ำนมเท่าที่เขาต้องการเท่านั้น เมื่ออิ่มแล้วก็จะหยุดดูด แม้ว่าจะยังอมหัวนมแม่อยู่ แต่ลักษณะการดูดจะเปลี่ยนไป คือดูดเล่น ไม่เหมือนดูดกิน นั่นเป็นสาเหตุที่ทำให้แม่ที่ปั๊มนมบ่อยๆ มีปริมาณน้ำนมเหลือเฟือ เพราะเราใช้เครื่องปั๊มนมหลอกร่างกายว่ามีความต้องการน้ำนมมากๆ ถ้าให้ลูกดูดอย่างเดียวโดยไม่ปั๊ม น้ำนมจะผลิตออกมาน้อยกว่า แต่ไม่ได้หมายความว่าไม่เพียงพอนะคะ ให้ลูกดูดตลอดเวลาโดยไม่บีบหรือปั๊มเลย น้ำนมก็พอสำหรับลูก แต่ไม่มีเหลือเก็บเท่านั้นเอง

อธิบายให้เห็นภาพชัดเจนขึ้นก็คือ ถ้าร่างกายสามารถตอบสนองเครื่องปั๊มได้ดี (กลไกการหลั่งน้ำนมทำงานในขณะปั๊ม สังเกตได้จากการรู้สึกจี๊ดๆ แล้วน้ำนมพุ่งแรง อาจจะเกิดขึ้นได้หลายครั้งก็ได้ในการปั๊มแต่ละรอบ) เมื่อปั๊มเสร็จ (น้ำนมหยุดไหล เต้านิ่ม) เครื่องปั๊มนมจะสามารถระบายน้ำนมออกจากเต้าได้ประมาณ 80% หากบีบด้วยมือต่ออีกสักพัก อาจจะนำน้ำนมออกมาได้อีกสัก 10% แล้วก็จะบีบไม่ค่อยออก แต่ถ้าให้ลูกดูดต่อ ลูกก็จะดูดได้อีกประมาณ 5% ถ้าลูกหิว แล้วให้ดูดตอนท้ายแบบนี้ ลูกจะหงุดหงิดมาก เพราะเหลือน้ำนมน้อยมากแล้ว อีก 5% ก็จะค้างอยู่ในเต้า รอสัก 2-3 นาที ก็จะบีบออกมาได้อีก ไม่มีทางเกลี้ยงจริงๆค่ะ

คุณแม่ที่กังวลว่าลูกไม่ดูดเต้าเลย จะเลี้ยงนมแม่ได้นานแค่ไหน เลิกกังวลได้เลยค่ะ ตราบใดที่ไม่ขี้เกียจปั๊ม จะเลี้ยงลูกด้วยนมแม่นานแค่ไหนก็ได้ จะว่าไปคนที่ขยันๆ ปั๊มแต่ลูกไม่ดูด ผลิตน้ำนมได้มากกว่าคนที่ลูกดูดแต่ขี้เกียจปั๊มเสียอีก อย่าง webmother เอง ทำงานส่วนตัว ลูกดูดจากเต้ามากกว่าปั๊ม พอได้ 7-8 เดือนก็ปั๊มน้อยลง ลูกก็เริ่มกินอาหารเสริมมากขึ้น รู้เลยว่าน้ำนมน้อยลง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าไม่พอนะคะ เพราะลูก webmother ไม่ได้กินนมผสมเลยค่ะ ในขณะที่คนที่ปั๊มสม่ำเสมอ บางคนปีนึงแล้วก็ยังปั๊มได้ปริมาณเท่าๆ กับตอนหกเดือน แต่ของ webmother ตอนครบปี ปั๊มได้น้อยมากๆ เพราะฉะนั้น ไม่ต้องกังวลเลยค่ะ ไม่ว่าจะให้ลูกดูดเต้า หรือปั๊มให้กิน จะเลี้ยงลูกด้วยนมแม่นานแค่ไหนก็ได้ตามต้องการค่ะ ขอให้สม่ำเสมอกับการปั๊มหรือลูกดูดเท่านั้นเอง

สำหรับคนที่ปั๊มนมเป็นประจำ แล้วตอบสนองกับเครื่องได้ดี คือกลไกการหลั่งน้ำนมทำงานทุกครั้ง จี๊ดไป 2-3 รอบแล้ว เต้านิ่มแล้ว จะต้องบีบด้วยมือต่อให้เกลี้ยงที่สุดเท่าที่จะเกลี้ยงได้หรือไม่นั้น ขอบอกว่าไม่จำเป็นนะคะ ทำหรือไม่ทำก็ได้ค่ะ สิ่งที่ควรทำคือ ปั๊มบ่อยๆ อย่าทิ้งช่วงนานมากกว่าค่ะ ระบายออก 80% ทุก 2-3 ชม. ร่างกายจะผลิตน้ำนมได้มากกว่าระบายออก 95% ทุก 4-5 ช.ม.ค่ะ

ส่วนคนที่เริ่มใช้เครื่องปั๊มนมใหม่ๆ ไม่ว่าจะเปลี่ยนยี่ห้อ เปลี่ยนจากปั๊มมือเป็นปั๊มไฟฟ้า หรือไม่เคยใช้เครื่องปั๊มนมมาก่อนเลยนั้น ขอให้ทำใจร่มๆ ก่อนนะคะ อย่าพยายามกดดันตัวเอง ด้วยการเอาไปเปรียบเทียบกับคนที่เขาเป็นมือโปรแล้ว การปั๊มนมก็เป็น skill ที่ต้องฝึกและเรียนรู้ค่ะ บางคนก็เรียนรู้เร็ว บางคนก็เรียนรู้ช้า ส่วนใหญ่คนที่เรียนรู้เร็ว จะเป็นคนที่มองโลกในแง่ดี ไม่ขี้กังวล ทำอะไรก็ชิลล์ๆ ฮอร์โมนในการผลิตน้ำนมจะหลั่งได้ดีถ้าไม่มีความเครียดค่ะ คนที่เครียดมาก กังวลมาก คาดหวังสูง ฮอร์โมนจะไม่หลั่ง น้ำนมจะไม่ออก

วิธีฝึกที่ง่ายที่สุดคือใช้ลูกเป็นตัวช่วยค่ะ ให้ลูกดูดข้างนึง แล้วปั๊มอีกข้างนึงไปพร้อมๆ กัน เพราะเวลาที่ลูกดูดนั้น กลไกการหลั่งน้ำนมจะทำงานได้ดี เพราะเรามีความรักต่อลูก บางคนไปทำงาน แค่นึกถึงลูก น้ำนมก็พุ่งเลย บางทีเสื้อเปียกไม่ทันรู้ตัว ฝึกบ่อยๆ ก็จะรู้จังหวะ แล้วก็จะรู้ว่าจริงๆ แล้วมันง่ายนิดเดียว

การกระตุ้นกลไกการหลั่งน้ำนมก่อนการปั๊มนม จะช่วยให้ปั๊มนมได้ง่ายและเร็วขึ้น คนที่อารมณ์ดีๆ มีความสุขกับการปั๊มนม ฝึกจนโปรแล้ว แค่เอากรวยมาครอบเต้าก็จี๊ดได้เลย แต่คนที่ยังไม่โปรก็สามารถหัดกระตุ้นได้ด้วยการใช้มือนวดคลึงหัวนมเบาๆ (คลิกเพื่อดู VDO) นึกถึงลูกเยอะๆ เล่นเฟซ ดูทีวีเพลินๆ ในขณะที่ปั๊มนม อย่าเอาแต่นั่งจ้องว่าน้ำนมไหลหรือยัง ได้แค่ไหนแล้ว เพราะจะยิ่งเครียด น้ำนมจะยิ่งไหลน้อยค่ะ

ปั๊มนมใหม่ๆ ได้น้อย ก็อย่าเพิ่งตีตนไปก่อนไข้ หนทางยาวไกล จะถึงเป้าหมายได้ เริ่มจากก้าวแรกทั้งนั้นค่ะ ขยันๆ ปั๊ม ฝึกชั่วโมงบินสะสมไปเรื่อยๆ น้ำนมเพิ่มทุกคนค่ะ เริ่มต้นใหม่ๆ อย่าไปเปรียบเทียบกับคนอื่นให้เสียกำลังใจ ดูแค่ตัวเองค่ะว่าวันนี้ได้เท่านี้ พรุ่งนี้ขยันมากกว่านี้ น้ำนมก็จะมากกว่านี้ เชื่อไหมคะ เผลอแป๊บเดียว ต้องซื้อตู้แช่แล้ว webmother ทำเว็บนี้มา 7 ปีแล้ว คนที่เดินไม่ถึงเป้าหมาย คือคนที่หยุดเดินก่อนค่ะ ถ้าไม่หยุดเสียก่อน ถึงทุกคน คนไหนเดินช้า ถึงช้า คนไหนเดินเร็ว ถึงเร็ว เพื่อลูก เชื่อว่าแม่ทุกคนทำได้ ขอเป็นกำลังใจให้แม่ทุกคนค่ะ :)

webmother@breastfeedingthai.com


สัญญาอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์

Creative Commons License
บทความต่าง ๆ ในบล็อก nommae.blogspot.com โดย nitbert อนุญาตให้ใช้ได้ตาม สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย.
อยู่บนพื้นฐานของงานที่ nommae.blogspot.com.